Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


มีบางอย่างที่เราทำได้ดีมากแล้ว เดินขบวน ประกาศตัวตน ทำให้โลกมองเห็น เฉลิมฉลอง สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาและความกล้าหลายสิบปีกว่าจะได้มา และสำคัญ ไม่มีใครควรลืมว่า จุดเริ่มต้นมันมาจากไหน แต่การมองเห็นไม่ใช่อำนาจ และอำนาจคือสิ่งที่ people of diversity ต้องการตอนนี้ ไม่ใช่อำนาจในความหมายที่ต้องเอาชนะใคร แต่อำนาจในความหมายที่ง่ายและเป็นรูปธรรมที่สุด ทรัพยากร กฎหมาย โครงสร้าง ระบบที่ทำงานเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่ยอมทนกับการมีอยู่ของความหลากหลายทางเพศแบบงงๆ


Pride Parade ไม่ใช่ที่สุดของที่สุด มันแค่ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

 

มีคำศัพท์ทางวิชาการสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ Nancy Fraser นักปรัชญาการเมืองเรียกมันว่า ความแตกต่างระหว่าง "politics of recognition" กับ "politics of redistribution" การต่อสู้เพื่อการยอมรับคือ สิ่งที่ ขบวนการ LGBTQ+ ทำได้ยอดเยี่ยมมาตลอด 50 ปี แต่การยอมรับโดยไม่มีการกระจายทรัพยากรใหม่ไม่ได้เปลี่ยนว่าใครถือเงิน ใครถือกฎหมาย และใครสร้างระบบพูดง่ายๆ คือ ได้รับการมองเห็นแล้ว แต่ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งและนั่นคือปัญหา

ลองดูว่า เกิดอะไรขึ้นรอบๆ เราทุกเดือนมิถุนายน แบรนด์ใหญ่เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง องค์กรข้ามชาติออกแถลงการณ์สนับสนุน นักการเมืองโพสต์รูปถ่ายคู่กับผู้จัดงาน แล้วพอกรกฎาคมมาถึง ทุกอย่างก็พับเก็บเหมือนเดิม

นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Rainbow Washing และมีงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันทำงานอย่างไร Chapadeau และ Gould ศึกษาพฤติกรรมองค์กรในช่วง Pride Month และพบว่า บริษัทที่แสดงการสนับสนุนเชิงสัญลักษณ์สูงมักมีนโยบายเชิงโครงสร้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ย การแสดงออกและการกระทำจริงไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ บางครั้งมันสลับที่กัน


สิ่งที่น่ากังวลกว่า Rainbow Washing คือ สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในองค์กร

 

DEI หรือ Diversity, Equity and Inclusion กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในทศวรรษที่ผ่านมา มี training, มี dashboard, มี Chief Diversity Officer และมีรายงานประจำปีที่หนาขึ้นทุกปี แต่งานวิจัยของ Kalev, Dobbin และ Kelly ที่ตีพิมพ์ใน American Sociological Review พบว่า โปรแกรม DEI ส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและการกระจายทรัพยากรในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ มันจัดการความเสี่ยงทางการเมือง ไม่ได้สร้างความเท่าเทียมจริง

DEI ที่ไม่แตะโครงสร้างทุนไม่ใช่การรวมเข้า มันคือการจัดการการกีดกันในราคาที่ถูกลง

แต่นี่ไม่ใช่บทความที่บ่นเรื่อง Rainbow Washing เพราะปัญหาที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะทำอะไรต่อ และคำตอบที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้ ทั้งในประเทศไทยและในหลายส่วนของโลก คือ การสร้าง Pink Economy ในฐานะโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่ segment ผู้บริโภคหรือ niche ทางการตลาด

ตัวเลขพอบอก scale ได้คร่าวๆ งานวิจัยของ M.V. Lee Badgett นักเศรษฐศาสตร์จาก UCLA ซึ่งเป็นงานอ้างอิงหลักในเรื่องนี้ ประมาณการว่า การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ+ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล และในทางกลับกัน การลดการเลือกปฏิบัตินั้นสัมพันธ์กับ GDP dividend ประมาณ 1.47% ในตลาดที่ถูกศึกษา ตลาดสุขภาพและ wellness เฉพาะกลุ่มมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Pink tourism ส่งเงินเข้าเศรษฐกิจเจ้าบ้านราว 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประเทศไทยเพิ่งสภาและบังคับใช้เมื่อปี 2024 เปิด asset class หือกลุ่มสินทรัพย์ใหม่ทันที ทั้งการวางแผนมรดก การคุ้มครองสินทรัพย์ และโครงสร้างการเงินครอบครัวที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอยู่ในฐานะตลาดที่เป็นทางการ

กฎหมายฉบับเดียวสร้าง asset class ใหม่ นั่นคือความหมายของ structural catalyst หรือการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้าง ปัญหาไม่ใช่การขาดอุปสงค์ อุปสงค์อยู่ที่นั่นมาตลอด ที่ขาดคือความกล้าของอุปทาน


กรุงเทพฯ กำลังต้องได้รับการพิสูจน์ตัวตนบางอย่างที่สำคัญมาก

 

กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่เป็นเมืองที่เฟรนด์ลีกับ LGBTQ+ แบบที่คนพูดกันทั่วไป แต่มันกำลังแสดงให้เห็นว่าเงื่อนไข 3 อย่างที่ต้องมาพร้อมกันเพื่อให้ Pink Economy ทำงานได้จริง กำลังบรรจบกันในเวลาเดียวกัน

อย่างแรก คือ ความชอบธรรมทางวัฒนธรรมที่มีมาก่อนกฎหมาย ความหลากหลายในสังคมไทยไม่ได้เริ่มต้นจากการออกกฎหมาย มันอยู่ในวัฒนธรรมมาก่อนนานมาก

อย่างที่สอง คือ legislative momentum ที่เคลื่อนเร็วกว่าที่ใครคาด  พรบ.สมรสเท่าเทียมในปี 2024 ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ มันคือโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายที่เปิดตลาดใหม่จริงๆ

อย่างที่สามคือ ecosystem ที่มีความหนาแน่นพอ ทั้ง fintech, wellness, creative industries และ hospitality ที่รองรับการลงทุนระยะเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์

อัมสเตอร์ดัม มีวัฒนธรรมก่อนกฎหมายหลายสิบปี สิงคโปร์มี ecosystem แต่ยังชะลอเรื่อง legislative catalyst ซานฟรานซิสโกเคยมีครบ แต่แพ้ให้กับค่าเช่า กรุงเทพฯ มีทั้ง 3 อย่างในตอนนี้ ในตลาดที่ทุนโลกยังราคาต่ำกว่าคู่แข่งอยู่มาก


เมืองส่วนใหญ่รอการอนุญาตให้กลายเป็น Pink Economy capital แต่ กรุงเทพฯ หยุดรอแล้ว

 

ความสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นไทย มันอยู่ที่การที่มันเป็น proof-of-concept ที่ทุกเมืองอื่นในโลกสามารถเรียนรู้จากได้รูปแบบที่ทดสอบในกรุงเทพฯ พร้อม export ถ้ามีคนจริงจังพอจะรับมัน

ผู้ก่อตั้งที่ทำงานในพื้นที่นี้ไม่ได้ขอเข้าตลาดที่มีอยู่แล้ว พวกเขากำลังสร้างตลาดที่ยังไม่มีโครงสร้างรองรับ พวกเขาไม่ได้เคาะประตู พวกเขากำลังสร้างอาคารคนละหลัง

ใน wealth management ครอบครัวที่ไม่ใช่รูปแบบดั้งเดิม เผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผลิตภัณฑ์การเงินทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ ใน healthcare มีกลุ่มที่มีความต้องการทางการแพทย์เฉพาะสูงมาก แต่ถูกดูแลโดยผู้ให้บริการที่ใช้มาตรฐานทั่วไป ใน hospitality นักเดินทางที่ใช้จ่ายสูงตอบสนองต่อสัญญาณความเชื่อมั่นต่างๆ บนพื้นที่ที่ตลาดส่วนใหญ่ยังไม่รู้วิธีสร้างอย่างจงใจ

ตรรกะเดียวกันทุกกรณี ระบบเดิมถูกสร้างมาสำหรับค่าเริ่มต้นทางสังคมชุดหนึ่ง เมื่อค่าเริ่มต้นนั้นเปลี่ยน ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ถูกกีดกันได้รับบริการที่ดีขึ้น แต่ชั้นใหม่ทั้งชั้นของโครงสร้างพื้นฐานตลาดที่ซ่อนอยู่ก็โผล่ขึ้นมา นี่คือ market creation ไม่ใช่ market access และสองอย่างนี้มี investment logic คนละชุดกันโดยสิ้นเชิง


สิ่งที่ Pink Innovation สอนนักออกแบบระบบทั่วโลกไม่ใช่เรื่องผลิตภัณฑ์ แต่มันคือวิธีคิด

 

Clayton Christensen พูดถึง disruptive innovation ในฐานะสิ่งที่มักเกิดจากชายขอบของตลาด ไม่ใช่จากศูนย์กลาง แต่สิ่งที่เขาไม่ได้พูดถึงมากพอคือ เหตุผลที่ลึกกว่านั้น คนที่สร้างจากขอบไม่ได้แค่มองเห็น “โอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น” พวกเขาสร้างจากความจำเป็นที่ต่างออกไป ระบบที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคุณ บังคับให้คุณเข้าใจระบบนั้นในแบบที่คนที่อยู่ในนั้นแบบสบายๆ ไม่มีทางเข้าใจได้

ระบบที่ทนทานที่สุดไม่ได้ถูกสร้างโดยคนที่ไว้วางใจสถาบัน มันถูกสร้างโดยคนที่ไม่มีทางเลือกอื่น ผลคือสถาปัตยกรรมผลิตภัณฑ์ที่ safety ไม่ใช่ฟังก์ชันที่เพิ่มทีหลัง มันคือ สมมติฐานแรกสุด trust ไม่ใช่ brand value มันคือโครงสร้างพื้นฐาน และ community ไม่ใช่ marketing channel มันคือ distribution network

ระบบที่ออกแบบแบบนี้มักจะ resilient ยืดหยุ่นและทนทานกว่า portable กว่า และ scale ได้ดีกว่าในบริบทที่หลากหลาย เพราะมันถูกสร้างมาสำหรับความไม่แน่นอน ไม่ใช่สำหรับสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้


การถูกกีดกัน เมื่อไม่ทำลาย ผลิตนักออกแบบระบบที่ดีที่สุดในรุ่น

 

Pride Month ของไทยกำลังเปลี่ยนรูปร่างจากเทศกาลวัฒนธรรม เป็นบางอย่างที่มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจมากกว่า มันเริ่มทำหน้าที่เป็นหน้าต่างสำหรับ venture deployment, policy iteration และการประสานงาน ecosystem

เมื่อเทศกาลกลายเป็นไตรมาสทางการเงิน บางอย่างเชิงโครงสร้างได้เปลี่ยนไปแล้ว

แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้รับประกันว่าจะไปถูกทิศถูกทาง ความเสี่ยงคือ มันจะแข็งตัวกลายเป็นแค่ activation cycle ใหม่ Rainbow Washing เวอร์ชัน venture capital โอกาสคือ การใช้ momentum นี้ทำงานที่ถ่ายรูปไม่สวย ปิด fund rounds ผูกมัดนโยบาย สร้างโครงสร้างกฎหมายสำหรับครอบครัวรูปแบบใหม่ ลงทุนใน founder pipeline ที่จะ compound อีกสิบปี

การทดสอบของ Pink Economy ไม่ใช่จำนวนคนที่เดินขบวนในเดือนมิถุนายน มันคือจำนวนครอบครัวที่มีความมั่นคงทางการเงินในเดือนธันวาคม

Pride สร้างพื้นที่ให้คนอยู่โดยเผยตัวตนได้อย่างเปิดเผย นั่นสำคัญและจะสำคัญเสมอ แต่งานถัดไปคืองานที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือการสร้างระบบที่คงอยู่ ไม่ใช่เพราะมันถูกต้องทางศีลธรรม แต่เพราะมันเหนือกว่าในเชิงโครงสร้าง

กรุงเทพฯ ไม่ใช่จุดหมาย มันคือหลักฐานว่า จุดหมายมีอยู่จริง และมาสร้างมันตอนนี้เถอะ