ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับ พฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนและเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในห้องเรียนของเด็กและเยาวชนไทย พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและเอไอในเรื่องของการเรียนเป็นหลัก ขณะที่ 3 ใน 4 ของนักเรียนไม่เห็นด้วย หากรัฐจะมีนโยบายห้ามไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย
ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) ในช่วงวันที่ 29 มีนาคม ถึง 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมปีที่ 1 ถึง 6 และนักศึกษาระดับ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน
ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 97.69 ของนักเรียนมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียงร้อยละ 2.31 เท่านั้นที่ยังไม่มี และพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองตั้งแต่อยู่ชั้นประถม โดยร้อยละ 72.50 ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วงที่อยู่ ป.1 ถึง ป.6 ขณะที่ร้อยละ 7.15 ได้รับสมาร์ทโฟนตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล
ร้อยละ 96.4 ของนักเรียนบอกว่า พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน โดยที่ส่วนใหญ่ระบุว่า โรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรี
สำหรับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียน ร้อยละ 38.39 ของนักเรียนระบุว่า ใช้เพื่อการค้นข้อมูล ร้อยละ 21.6 บอกว่า ใช้ในการจดบันทึก และร้อยละ 17.72 ตอบว่า ใช้เพื่อทำการบ้านหรือรายงาน มีเพียงร้อยละ 9.33 ที่ตอบว่า ใช้ดูหนังฟังเพลง และร้อยละ 7.58 บอกว่า ใช้เล่นเกม
ส่วนความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับกฎระเบียบการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน ร้อยละ 65.95 เห็นว่า ควรเก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่สามารถใช้ได้เมื่อจำเป็น, ร้อยละ 24 ไม่เห็นด้วยกับการที่โรงเรียนจะเก็บสมาร์ทโฟนของนักเรียน และร้อยละ 8 เห็นว่า ควรห้ามใช้สมาร์ทโฟนในเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น มีเพียงร้อยละ 1.4 ที่เห็นว่า โรงเรียนควรเก็บสมาร์ทโฟนจากนักเรียนตลอดทั้งวัน และร้อยละ 0.6 เห็นว่า ควรห้ามไม่ให้นักเรียนนำสมาร์ทโฟนมาที่โรงเรียน
ในส่วนของการใช้งานเครื่องมือเอไอ ร้อยละ 94.26 ของนักเรียนตอบว่า ใช้เอไอช่วยในเรื่องของการเรียน มีเพียงร้อยละ 5.74 ที่ระบุว่า ไม่เคยใช้งานเอไอ ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 18.68 ของนักเรียนใช้เอไอช่วยสรุปเนื้อหาการเรียน, ร้อยละ 18.14 ใช้ให้ช่วยค้นหาข้อมูลเพื่อทำรายงาน, ร้อยละ 17.45 ใช้เพื่อช่วยแปลภาษา, ร้อยละ 14 ใช้เพื่อคิดไอเดียโครงงาน และร้อยละ 9.98 ใช้ในการตรวจความถูกต้องก่อนส่งงานหรือการบ้าน และร้อยละ 7.84 ใช้เอไอในการทำพรีเซนเทชั่น
สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานเอไอของนักเรียน พบว่า ราวร้อยละ 9.5 ของนักเรียนใช้งานเอไอให้ช่วยทำการบ้าน ส่วนวิชาที่นักเรียนใช้เอไอเป็นตัวช่วยมากที่สุด คือ วิชาคณิตศาสตร์ ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ และวิชาวิทยาศาสตร์
เมื่อสอบถามถึงการรู้เท่าทันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พบว่า เกินครึ่งหนึ่งของนักเรียน หรือร้อยละ 52.9 ตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งที่เอไอให้คำตอบหรือค้นหาให้เพียงบางครั้ง ขณะที่ร้อยละ 43.4 ระบุว่าตรวจสอบทุกครั้ง และร้อยละ 3.7 ระบุว่า ไม่เคยตรวจสอบเลย
ส่วนเครื่องมือเอไอที่นักเรียนใช้งานมากที่สุด อันดับหนึ่ง คือ ChatGPT คิดเป็นร้อยละ 60.84 รองลงมา คือ Gemini ร้อยละ 32.96 ส่วน Canva AI ตามมาเป็นอันดับสามที่ร้อยละ 2.21 และ Grok ร้อยละ 0.96, Claude ร้อยละ 1.31
การสำรวจพบว่า นักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เป็นผู้ช่วยหลักในการสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และช่วยตอบโจทย์การบ้าน ขณะที่ใช้ Canva AI ในการวาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่นๆ
ร้อยละ 27.1 ของนักเรียนระบุว่า อยากให้มีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากเอไอ รองลงมา อยากให้สอนการเขียนโค้ดและพรอมท์ และร้อยละ 26.68 อยากให้สอนเรื่องความปลอดภัย และร้อยละ 23.65อยากให้สอนเรื่องความเป็นส่วนตัว
ในส่วนของการใช้งานอื่นๆ ร้อยละ 19.78 ของนักเรียนตอบว่า ใช้เอไอเพื่อคุยเล่นทั่วไป ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย ร้อยละ 16.85, ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ร้อยละ 11.69 และให้ช่วยวางแผนการเงิน ร้อยละ 11.42, ปรึกษาเรื่องความรัก ร้อยละ 8.89 และใช้ปรึกษาปัญหาครอบครัว ร้อยละ 8.38
เมื่อถามถึงนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 79.91 ไม่เห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 20 ที่สนับสนุน การสำรวจพบด้วยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุ 16 ปีขึ้นไปค่อนข้างเห็นด้วยกับนโยบายนี้ โดยมองว่า ไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของเด็กและเยาวชนโดยตรง โดยมีกลุ่มเยาวชนอายุ 17 ปี ร้อยละ 28.34 เห็นด้วยกับนโยบายนี้ และเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มเยาวชนอายุ 18 ปี หรือร้อยละ 42.86 ที่ให้การสนับสนุน ซึ่งรายงานการสำรวจตั้งข้อสังเกตว่า เด็กที่โตกว่าเริ่มมองเห็นถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียจากประสบการณ์ใช้งานที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเข้าถึงโซเชียลมีเดียและเครื่องมือเอไอ นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.91 ใช้แพ็กเกจรายเดือน ร้อยละ 24.1 ใช้แบบเติมเงิน สำหรับค่าใช้จ่ายต่อเดือน พบว่า ร้อยละ 40 มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 200-399 บาท, ร้อยละ 18.29 อยู่ที่ 100-199 บาท และร้อยละ 14.63 มีค่าใช้จ่ายมากกว่าต่อเดือน 500 บาทขึ้นไป