คามิคัตสึ เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาในจังหวัดโทคุชิมะ บนเกาะชิโกกุ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ประกาศตัวเป็นเมืองแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ใช้นโยบาย “ขยะเป็นศูนย์” อย่างจริงจัง จนสามารถรีไซเคิลขยะต่างๆ ได้ถึงรอยละ 81 ตั้งแต่ปี 2016 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 4 เท่า
คามิคัตสึ มีประชากรราว 1,400 คน ร้อยละ 88 ของพื้นที่กว่า 109ตารางกิโลเมตร ปกคลุมไปด้วยพื้นที่ป่า มีพื้นที่การเกษตร อย่างสวนส้ม นาข้าว และที่อยู่อาศัยกระจายตัวอยู่ตามไหล่เขาลาดชัน จึงทำให้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน “100 หมู่บ้านที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น”

แต่เดิมการเผาขยะกลางแจ้งเป็นเรื่องปกติในคามิคัตสึ แต่นับจากปี 1975 เป็นต้นมา ขยะจากอุตสาหกรรม และขยะข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่ตู้ไม้ไปจนถึงยางรถยนต์ ถูกนำมาเผาที่ ฮิบิกาตานิ พื้นที่ทิ้งขยะเดิมซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนให้เป็นศูนย์จัดการขยะชื่อ Zero Waste Center
อัตสึโกะ วาตานาเบะ นักกิจกรรมและชาวเมืองคามิคัตสึ เล่าว่า ในสมัยนั้น หลุมขยะที่กว้างและลึกค่อยๆ ตื้นขึ้นเมื่อเศษขยะและเถ้าถ่านทับถมกัน อากาศก็เต็มไปด้วยควันหนาทึบและกลิ่นพลาสติกที่ถูกเผา โดยกลิ่นนั้นสามารถลอยไปไกลถึง 6.5 กิโลเมตร
หลังจากอันตรายจากขยะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทางเมืองจึงเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง ช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นช่วงที่เมืองคามิคัตสึมีความพยายามอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาขยะ โดยมีเจ้าหน้าที่เมืองและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเป็นผู้นำ มีการจัดประชุมจำนวนมาก มีการหารือในศาลากลางของเมือง รวมถึงการเดินเคาะประตูบ้าน และสิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีคนต่อต้านอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ในปี 1991 เมืองคามิคัตสึเริ่มแก้ปัญหาขยะสดจากครัวก่อน โดยให้เงินอุดหนุนการซื้อถังหมักปุ๋ยสำหรับทุกครัวเรือน ในปี 1997 เมืองเริ่มการรีไซเคิลขยะ โดยแบ่งขยะออกเป็น 9 หมวดหมู่ ให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่ของประเทศ และเพิ่มเป็น 25 หมวดในปีถัดมา มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีการใช้เตาเผาขนาดเล็กร่วมกับระบบรีไซเคิล แต่ในปี 2001 ก็ถูกยกเลิกหลังพบว่า เตาเผาปล่อยสารไดออกซินและสารพิษอื่นๆ ออกมาในระดับที่เป็นอันตราย เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มการแยกขยะเป็น 33 หมวดหมู่ และในปี 2003 คามิคัตสึกลายเป็นเทศบาลแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ประกาศเป้าหมาย “ขยะเป็นศูนย์” ภายในปี 2020 และตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา มีการใช้ระบบแยกขยะเป็น 45 หมวดหมู่
Zero Waste Center ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมขยะเพียงแห่งเดียวของคามิคัตสึ ชาวเมืองที่ขับรถนำขยะจากบ้านมาทิ้งที่นี่จะต้องแยกขยะออกเป็น 45 ประเภท ประเภทแรกไม่ใช่ขยะแต่เป็น “การนำกลับมาใช้ใหม่” สิ่งของในหมวดนี้จะถูกส่งไปยังร้านของมือสองฟรีในพื้นที่ ยาสุโตโมะ ฟุรุมิจิ เจ้าหน้าที่ประจำของศูนย์ จะคอยให้คำแนะนำกับชาวบ้านที่ไม่แน่ใจว่าจะแยกประเภทอย่างไร และที่บนกล่องใส่ขยะแต่ละใบจะติดป้ายบอกว่า สิ่งของเหล่านั้นจะถูกรีไซเคิลเป็นอะไร จะนำไปดำเนินการที่ไหนในญี่ปุ่น และเมืองต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรต่อกิโลกรัม


แต่ปัจจุบัน เมืองคามิคัตสึกำลังเผชิญปัญหาเดียวกับเมืองชนบททั่วญี่ปุ่น คือการลดลงของประชากร ขณะที่ประชากรมีอายุมากขึ้น จนเกิดคำถามว่า เมืองนี้จะยังคงอยู่ในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าหรือไม่ จะมีคนเพียงพอสำหรับจัดเทศกาลฤดูร้อนประจำปีหรือไม่ นาข้าวจะถูกปล่อยร้างเพราะไม่มีคนดูแลหรือไม่ และชุมชนจะดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร
ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นนโยบายขยะเป็นศูนย์ เจ้าหน้าที่ของเมืองทราบดีว่า ข้อเสนอเรื่องการรีไซเคิลไม่ได้ครอบคลุมหรือเหมาะสมกับผู้สูงอายุเสมอไป หมู่บ้านย่อยทั้ง 55 แห่งของคามิคัตสึถูกคั่นด้วยป่าที่หนาแน่น การเก็บขยะถึงหน้าบ้านทุกหลังก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป แต่การเดินทางนำขยะมาที่ศูนย์ Zero Waste Center ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยออกจากบ้านบ่อยๆ เช่นกัน
ต่อมา สิ่งนี้พัฒนาเป็นระบบช่วยขนขยะที่ดำเนินการโดยเทศบาลเมือง ครัวเรือนที่ลงทะเบียนสามารถให้เทศบาลมารับขยะได้ฟรีทุกสองเดือน อย่างไรก็ตาม ระบบนี้อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในอนาคต เพราะต้องใช้แรงงานในเมืองที่มีคนวัยแรงงานจำกัดอยู่แล้ว
แต่ทว่า ความหวังสำหรับคามิคัตสึยังคงมีอยู่บ้าง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคนหนุ่มสาวจากทั่วญี่ปุ่นและจากต่างประเทศย้ายเข้ามาอยู่ที่คามิคัตสึอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้าของเมือง เช่น วาตันโด และฟาน เดอ เฟลเด ที่มีอายุราวสามสิบต้นๆ ย้ายเข้ามาในปี 2020 และ 2023 เพื่อทำงานกับองค์กรกิจการเพื่อสังคมที่ชื่อ INOW
นอกจากนี้ ยังมี ฮิเดมิ อาซาโนะ เกษตรกรในวัย 35 ปี, โมโมนะ โอซึกะ และยาสุโตโมะ ฟุรุมิจิ ที่ย้ายมาอยู่และทำงานที่ ศูนย์ Zero Waste Center เป็นงานประจำแรกหลังจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2020 และยังมี อากิ อิเคโซเอะ ผู้จัดการร้านของโรงเบียร์คราฟต์ Rise & Win และ มิโอะ คิมูระ กับโช อิชิกาวะ เจ้าของ Tonpuku ร้านเจลาโตแห่งแรกและแห่งเดียวของคามิคัตสึ
วาตันโดบอกว่า และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนหลงรักเมืองนี้และอยู่ต่อ คือ ความรู้สึกถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ ซึ่งยากจะจินตนาการได้ในเมืองใหญ่ สิ่งนี้เห็นได้ชัดกับพนักงานของบริษัท Big Eye เพราะในบริษัทเล็กๆ ที่คล่องตัวและล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ผู้คนรู้สึกมีพลังและสามารถลองสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่า
“คามิคัตสึเป็นกรณีที่พิเศษมาก แม้ประชากรจะมีน้อย แต่พวกเขามีทรัพยากรบุคคลที่กระตือรือร้น และสามารถบริหารจัดการเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณทำอย่างจริงจัง ในที่สุดคุณก็สามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรได้” รองศาสตราจารย์ มิสุซู อาซาริ จากบัณฑิตวิทยาลัยการศึกษาสิ่งแวดล้อมโลก มหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าว
ที่มา
Japan’s ‘Zero Waste’ Village Is a Model for Small-Town Sustainability
Introducing Japan’s First Zero-Waste Town