Skip to main content

 

นับถอยหลังสู่ปี 2570 ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้งหมดจะถ่ายโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตามประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งกำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ คำถามที่ตามมาคือ เมื่อท้องถิ่นต้องรับภารกิจด้านสุขภาพที่ไม่เคยทำมาก่อน จะยังคงรักษา  'มาตรฐาน' ได้อย่างไร

ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีการทยอยถ่ายโอน รพ.สต.จากสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไปให้ อบจ. สังกัดกระทรวงมหาดไทย มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว หลายฝ่ายกังวลถึง ‘มาตรฐาน’ การให้บริการ เนื่องจากหลายท้องถิ่นไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการระบบสุขภาพมาก่อน

ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาตรฐานการให้บริการ "จันทบุรี" คือ หนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญความท้าทายนี้โดยตรง เมื่อ อบจ.จันทบุรี รับถ่ายโอน รพ.สต. ถึง 92 แห่งจากทั้งหมด 105 แห่งในปี 2567 และเพิ่มอีก 8 แห่งในปี 2568 โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารระบบสุขภาพมาก่อน จุดเปลี่ยนสำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่แห่งนี้นำ 'แนวทางบริหารจัดการสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนามาตรฐานสุขภาพปฐมภูมิ' และ 'เกณฑ์มาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิ' มาใช้เป็นเข็มทิศนำทาง

เกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโต๊ะประชุม หากแต่มาจากงานวิจัยภาคสนามในโครงการ 'พัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น' ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) , กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และ สถาบันวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์พระบรมราชชนก

 

 

เสาวภา เล็กวงษ์ อาจารย์ประจำสาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ในฐานะเป็นผู้เก็บข้อมูลวิจัย เล่าว่า ทีมวิจัยได้นำเอาแนวทางบริหารฯ ไปปรึกษาหารือกับ อบจ. และนำเกณฑ์ไปทดลองใช้กับ รพ.สต. 3 แห่ง 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด S คือ รพ.สต.บ้านโชคดี ขนาด M คือ รพ.สต.หนองบัว และ ขนาด L คือ รพ.สต. ท่าช้าง

“แต่ละ รพ.สต.มีบริบทต่างกัน อย่าง รพ.สต. ท่าช้าง เป็นขนาด L ตั้งอยู่ในเขตเมืองมีประชากรค่อนข้างเยอะ เวลากำหนดขนาด กระทรวงสาธารณสุขบอกกว่าขนาด L ดูแลประชากร 8,000 คน แต่เอาเข้าจริงคือ ดูแล 30,000 คน เพราะมีปัจจัยประชากรแฝงหรือแรงงานที่มารับจ้างในภาคเกษตรด้วย ส่วนขนาด S จะมีความเป็นชนบทมากกว่าก็จะเป็นเรื่องของการขาดแคลนทรัพยากร หรือการดูแลเนื่องจากพื้นที่ชนบทของจันทบุรีจะเป็นสวน บ้านเรือนจะห่างกันมีความลำบากในการตรวจเยี่ยมบ้าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้ง 3 รพ.สต.สะท้อนปัญหาหลังการถ่ายโอนตรงกันคือเรื่องของการขาดแคลนกำลังคน”

เสาวภา กล่าวว่า ภายใต้ปัญหาดังกล่าว เมื่อนำผลวิจัยทั้งในส่วนแนวทางและเกณฑ์ใหม่ไปทดลองใช้ พบว่าเข้ากับสถานการณ์เนื่องจาก อบจ.จันทบุรี เพิ่งรับ รพ.สต.มาดูแลในปี 2567 และไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารด้านสุขภาพ เกณฑ์และแนวทางดังกล่าวจึงเป็นเหมือนคู่มือหรือเข็มทิศให้พื้นที่ นำไปสู่การเรียกประชุมระหว่างส่วนงานต่างๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. กระทั่งสามารถจัดทำแผนสุขภาพของ อบจ.ประจำปี 2569 ออกมาได้

เมื่อสอบถามไปยัง รพ.สต. ได้รับคำตอบว่า มีความพึงพอใจในการไปย้ายสังกัดท้องถิ่น เพราะเมื่อท้องถิ่นเข้าใจและเห็นภาพเป้าหมายตรงกัน เวลาสะท้อนปัญหาก็จะได้รับการสนับสนุน เช่น เรื่องกำลังคนที่ขณะนี้กำลังมีโครงการเพิ่มศักภาพ หรือเรื่องการกำจัดขยะติดเชื้อ ซึ่งเดิมมีโรงพยาบาลทำให้แต่เมื่อย้ายสังกัด ทางให้ อบจ.ได้รับไปจัดการแทน  

ส่วนความพึงพอใจของประชาชนพบว่า ไม่ได้รู้สึกว่า รพ.สต. คุณภาพลดลงหลังย้ายสังกัด กลับกันคือผลการประเมินสะท้อนว่าประชาชนรู้สึกดีขึ้น มีคุณภาพการบริการดีและได้รับบริการนอกสถานบริการมากขึ้น ด้าน อบจ.จันทบุรีเองก็สะท้อนว่า มองเห็นการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มากขึ้น

เสาวภา บอกว่า บทบาทของ รพ.สต.ที่อยากเห็น คือ การเป็นที่พึ่งที่ประชาชนนึกถึงเป็นที่แรกโดยเน้นที่งานป้องกันโรค เวลานี้แม้แต่คนที่อายุยังไม่มากก็เริ่มป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้ว ถ้า รพ.สต.เป็นที่พึ่งในพื้นที่ใกล้บ้านประชาชน จะช่วยให้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ที่อยู่ไกล เพราะจันทบุรีมีทั้งพื้นที่ติดทะเลและชุมชนลึกไปตามภูเขา ถ้าทำให้ชุมชนดูแลตัวเอง มีสุขภาพดี ปรับพฤติกรรมป้องกันโรคได้ โรงพยาบาลก็ไม่ต้องรับภาระหนัก

“ถ้า รพ.สต.ทำได้ดีก็จะลดผู้ป่วยกลุ่มนี้ลง แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้เกณฑ์มาตรฐานต้องชัด เมื่อชัดแล้วสามารถทำได้ตามเกณฑ์นั้นได้ งานก็จะสัมฤทธิ์ ก่อนหน้านี้ ท้องถิ่นอาจมอง รพ.สต. ต้องทำงานเหมือนโรงพยาบาลขนาดย่อมมากกว่าทำงานส่งเสริมหรือคาดหวังอีกแบบ แต่เกณฑ์และแนวทางจากงานวิจัยทำให้ท้องถิ่นมีภาพชัดเจนขึ้นว่า รพ.สต.มีภารกิจหลัก คือ งานส่งเสริม ป้องกัน คุ้มครอง รักษาฟื้นฟู และคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ จึงเชื่อว่าเกณฑ์ที่ สช.ทำขึ้นจะช่วยให้ทั้ง รพ.สต.และ อบจ.สามารถยกระดับคุณภาพงานปฐมภูมิได้”

 

อัญชลี บริบูรณ์เวช รองนายก อบจ.จันทบุรี

 

สอดคล้องกับ อัญชลี บริบูรณ์เวช รองนายก อบจ.จันทบุรี ที่ยอมรับว่าแนวทางและเกณฑ์มาตรฐานจากงานวิจัยที่นำไปทดลองช่วยให้การบริหารจัดการงานด้านระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเข้าที่เข้าทางขึ้น เพราะในช่วงปี 2567 การถ่ายโอนมาในช่วงแรกมีทั้งปัญหาเรื่องคน งบ และของ ที่ไม่ถ่ายโอนตามมา ประกอบกับกองสาธารณสุขยังไม่มีทิศทางชัดเจน ซึ่งทาง นายกฯ อบจ. เห็นว่า อัญชลีเคยเป็นพยาบาลมาก่อนจึงให้มาช่วยงานด้านนี้ในปี 2568 เป็นจังหวะพอดีกับที่ทางวิทยาลัยพยาบาลพระสถาบันปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์พระบรมราชชนก ได้ชวนให้นำงานวิจัยจาก สช. ไปทดลองใช้กับพื้นที่จริง เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายของ อบจ.จันทบุรี ที่อยากยกระดับงานด้านสาธารณสุขและไปด้วยกันได้เกณฑ์มาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ รพ.สต.ต้องทำให้ผ่านตามกฎหมายจึงเห็นด้วยที่จะลองใช้ดูในปีที่ผ่านมา

“เมื่อตกลงกันว่า จะใช้เกณฑ์นี้จึงได้เรียกประชุมประธานกลุ่มพื้นที่ทั้ง 10 อำเภอ เป็นที่มาของโครงการแรกคือร่วมคิดร่วมทำแผนและตัวชี้วัด ระหว่าง อบจ.กับ รพ.สต.ที่รับถ่ายโอนมา โดยมีนักวิชาการจากวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าเป็นพี่เลี้ยง จนได้ผลลัพธ์เป็นแผนสุขภาพของ อบจ.จันทบุรี ที่ครอบคลุมประเด็นตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่และปัญหา พอได้แผนจึงกำหนดตัวชี้วัดใหม่ที่ต่างจากของกระทรวงสาธารณสุขที่เคยใช้ซึ่งมีเยอะและไม่สอดคล้องกับงานของ รพ.สต.ที่เน้นงานด้านปฐมภูมิ”

 

 

อัญชลี กล่าวว่า ตัวชี้วัดใหม่ที่มาจากการหารือกันจะมีทั้งตัวชี้วัดหลักที่ รพ.สต.ในจันทบุรี เห็นร่วมกันว่า ต้องมีและตัวชี้วัดย่อยที่แต่ละ รพ.สต.กำหนดขึ้นตามบริบทพื้นที่ พอทำแผนเสร็จจึงตามมาด้วยโครงการเพื่ออุดช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่านจากกระทรวงสาธารณสุขมาสังกัดท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องบุคลากร เกิดเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับ ผอ.รพ.สต. เนื่องจากหลังจากนี้จะต้องเป็นผู้บริหารคน เงิน ของ ด้วยตัวเอง โดยทางนายกฯ อบจ.ให้อำนาจสิทธิขาดในการดำเนินการและมีงบประมาณลงมาให้ใช้ดำเนินงาน ต่างจากเดิมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องขึ้นกับ สสอ.และ สสจ.

กลุ่มที่  2 คือ อสม. เพราะ รพ.สต.ทำงานโดยไม่มี อสม.ไม่ได้ แม้จะสังกัดกระทรวงสาธารณะสุข แต่ รพ.สต.ให้ความสำคัญกับ อสม.จึงมีโครงการสำหรับ อสม.ด้วย

สุดท้ายกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพและนักวิชาการสาธารณสุข เนื่องจากการพัฒนาศักยภาพบุคลากรได้หยุดชะงักไปหลังการโอนย้ายจากเดิมเคยได้รับการอบรมร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์ซึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ตลอดหนึ่งปีหลังโอนย้ายพบว่าบุคลากรไม่ได้รับการอบรม เพื่อเพิ่มศักยภาพเลย การพัฒนาศักยภาพตรงนี้จึงกลับมาอีกครั้ง

สำหรับมุมมองของฝ่ายปฏิบัติ ดลนภา อุดมศรี ผู้อำนวยการ สพ.สต.บ้านโชคดี  อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ในช่วงปีแรกที่มีการโอนย้ายยอมรับว่ายังไม่มีความชัดเจนจากฝั่งของ อบจ. แม้กระทั่ง ผอ.กองสาธารณสุข ก็ยังเป็นรักษาการ จนกระทั่งได้ รองนายกฯ อบจ. ซึ่งเคยเป็นพยาบาลเข้ามาดูแลในด้านนี้ จึงค่อนข้างมีความเข้าใจเกี่ยวงานของ รพ.สต. ทิศทางจึงค่อยๆ ชัดเจน ยิ่งหลังจากได้นำเกณฑ์ใหม่มาใช้ทดลองใช้จนเกิดที่ทำแผนร่วมกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพของ รพ.สต.กับ อบจ. มองเห็นทิศทางเดียวกันในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ

“เมื่อเห็นภาพตรงกันท้องถิ่นก็สามารถสนับสนุนได้ตรงจุด นอกจากนี้ เกณฑ์ที่นำมาใช้ยังมีความสอดคล้องกับงานปฐมภูมิที่เน้นงานส่งเสริมและป้องกัน และนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพได้ โดยเฉพาะการที่ รพ.สต.ยังต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานปฐมภูมิที่ต้องประเมินตามกฎหมาย เมื่อนำเกณฑ์ของ สช. มาประกบทำให้มีเครื่องมือประเมินตัวเองและทำให้เห็นว่ายังขาดตรงไหน เมื่อปรับไปตามนั้นก็จะทำให้มีศักยภาพและมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะนำไปสู่การผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานปฐมภูมิตามกฎหมายได้ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัด” ดลนภา ระบุ  

 

บทความชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ 
โครงการพัฒนาต้นแบบการดำเนินงานมาตรฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย  บพท.

บทความที่เกี่ยวข้อง