Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


มีบางอย่างเปลี่ยนไปในโลกของคนรวยที่สุดในโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Palantir บริษัท data analytics ที่สร้างซอฟต์แวร์ให้ CIA, ICE และกองทัพอิสราเอล ออก chore coat หรือ “เสื้อแจ็กเก็ตคนงาน” ผ้าเดนิมราคา 239 ดอลลาร์ จำนวน 420 ตัว ผลิตในอเมริกาด้วยฝ้าย 100% พร้อม tagline ว่า "Rugged utility, enduring style" ขายหมดภายในหนึ่งวัน

ในคืนเดียวกับที่โลกยังคุยเรื่อง Met Gala 2026 งานระดมทุนประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแฟชั่นประจำปีนี้ ที่ Jeff Bezos กับ Lauren Sánchez เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ พร้อมด้วยการปรากฏตัวครั้งแรกของ Mark Zuckerberg และ Sergey Brin บนพรมแดงของงานที่แต่เดิมเป็นอาณาจักรของนักออกแบบและนักแสดง จนทำให้ Anna Wintour เจ้าแม่ Devil เป็นข่าวอีกครั้งช่วงข้ามคืนเลย

The Guardian ตีพิมพ์บทความชื่อ "Why Is Silicon Valley Suddenly Obsessed With Being Tasteful?" ถามคำถามที่ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆ แล้วใหญ่มาก


"Taste" คือ buzzword ใหม่ของยุค AI

 

ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม Kyle Chayka นักเขียนจาก The New Yorker เขียนบทความที่ตอนนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงกลางของการถกเถียงนี้

จความคือ คำว่า "taste" กำลังกลายเป็น tech cliché ใหม่ที่ใหญ่ไม่แพ้คำว่า "disruption" ในยุค 2010s

Paul Graham (ผู้ก่อตั้ง Y Combinator) ทวีตว่า "In the AI age, taste will become even more important" Greg Brockman ประธาน OpenAI โพสต์ว่า "Taste is a new core skill"

Koen Bok ผู้ก่อตั้ง Framer เครื่องมือ design ชื่อดัง พูดในพอดแคสต์ว่าคนที่มี "great taste" คือ คนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในยุคนี้

ฟังดูสมเหตุสมผล ใช่ไหม? แต่รอก่อนนะ


ทำไม "taste" ถึงโผล่มาพอดีกับยุค AI?

 

เมื่อ AI เขียนโค้ดแทนมนุษย์ได้ เมื่อ AI ออกแบบ UI ได้ เมื่อกำแพงทางเทคนิคที่เคยเป็นป้อมปราการของนักพัฒนาซอฟต์แวร์พังทลาย สิ่งที่เหลืออยู่คืออะไร?

คำตอบที่ Silicon Valley เลือกคือ การรู้ว่า “อะไรดี” หรือก็คือ "taste"

แต่ Chayka สังเกตว่า ในนิยามของพวก tech bros นั้น taste ไม่ได้หมายความว่า "รสนิยมทางสุนทรียะ" แบบที่ศิลปินหรือนักวิจารณ์พูดถึง แต่หมายความว่า ความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรจะทำเงินได้มากที่สุด

พูดง่ายๆ taste เท่ากับ การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก่อนคนอื่น


"Taste-washing"คำที่คุณต้องรู้จัก

 

Chayka บัญญัติศัพท์ใหม่ที่ตอนนี้กระจายไปทั่ว "Taste-washing" การใช้ aesthetic ที่ดูมีความเป็นมนุษย์และ artisanal เพื่อสร้างหน้ากากให้กับเทคโนโลยีที่จริงๆ แล้วเป็น anti-humanist

Palantir chore coat คือ ตัวอย่างที่ perfect และยิ่งอ่านรายละเอียดมากขึ้น ยิ่งพบว่ามันแปลกประหลาดกว่าที่คิด


เรื่องจริงของ Chore Coat: ชั้นแล้วชั้นเล่าของความย้อนแย้ง

 

Eliano Younes หัวหน้า strategic engagement ของ Palantir โพสต์รูปเสื้อบน X เมื่อวันที่ 21 เมษายน และอธิบายว่าเขาอยากสร้างบางอย่างที่ "เพื่อนร่วมงานใส่ไปพบลูกค้าได้โดยไม่ต้องดูเหมือน corporate polo" เขาบอกว่า Alex Karp ซีอีโอของ Palantir  มีแรงบันดาลใจจาก "clean, structured aesthetics and strong craftsmanship" และนั่นคือ DNA ของเสื้อตัวนี้

แต่คนบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้รับ memo นั้น

นักวิจารณ์คนแรกชี้ว่า บริษัทที่ตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์อเมริกา กลับออกแบบเสื้อตาม French chore coat ไม่ใช่ American chore coat ซึ่งมีประวัติและโครงสร้างต่างกัน (ของอเมริกาจะมีสี่กระเป๋า ไม่ใช่สาม)

Younes แก้ตัวว่า Palantir เป็นผู้พิทักษ์ทั้งอเมริกาและ "พันธมิตรฝรั่งเศส" คำตอบที่ทำให้คนหัวเราะมากขึ้นไปอีก แต่ที่หนักกว่านั้นคือ chore coat ไม่ใช่เสื้อธรรมดา มันมีประวัติศาสตร์

Marie Remy ผู้ก่อตั้ง French Workwear Company อธิบายว่า chore coat คือ ชุดที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องคนงานจากการบาดเจ็บ หรืออันตรายจากการทำงานของกรรมกรโรงงานในฝรั่งเศส ที่สหภาพแรงงานต้องต่อสู้เพื่อให้นายจ้างจัดหาให้ สีน้ำเงินที่เห็นอยู่ไม่ใช่เพราะมันสวย แต่เพราะ indigo เป็นสีย้อมที่ถูกที่สุด ในอเมริกา เสื้อดีนิมสีน้ำเงินของกรรมกรยุค 1920s คือ ที่มาของคำว่า "blue-collar"

และตอนนี้ Palantir บริษัทที่มีรายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปีจากซอฟต์แวร์ให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและกองทัพ ขาย "วัฒนธรรมแรงงาน" ในราคา 239 ดอลลาร์ต่อตัว

Remy พูดตรงๆ ว่า Palantir กำลัง "buy into the cool side and the ethos of what they're not"

และนักวิจารณ์ด้านแฟชั่น Chloe Iris Kennedy เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ในบริบทของ Lockheed Martin ว่า การที่บริษัทอาวุธออก gorpcore merch คือ "ศิลปะที่คิดว่าคุณโง่" ประโยคนี้ถูกแชร์กลับมาอีกครั้งอย่างกว้างขวางเมื่อ Palantir ออกเสื้อตัวนี้


Met Gala 2026: ช่วงเวลาที่ทุกอย่างบรรจบกัน

 

ถ้า chore coat คือ micro-event ของเรื่องนี้ Met Gala คือ macro-event

งาน Met Gala ปี 2026 ระดมทุนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42 ล้านดอลลาร์ โดยมี Jeff Bezos และ Lauren Sánchez เป็นสปอนเซอร์หลักเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บุคคลจากโลกเทคโนโลยีดำรงตำแหน่งนี้

บนพรมแดง มี Evan Spiegel (Snapchat), Adam Mosseri (Instagram), Sergey Brin (Google) และผู้บริหาร OpenAI และ Amazon อีกหลายคน ส่วน Zuckerberg เข้างานครั้งแรก แต่เลือกเดินเข้าทางประตูข้างในชุด Prada tuxedo สีดำเรียบๆ พร้อมนาฬิกา George Daniels Anniversary

ในขณะเดียวกัน ดาราชื่อดังอย่าง Zendaya และ Meryl Streep ก็ไม่มางาน และ Bella Hadid กด like โพสต์เรียกร้องให้บอยคอต

นี่คือภาพที่พูดเองโดยไม่ต้องอธิบาย: โลกแฟชั่นกำลังถูกซื้อโดย Silicon Valley ทั้งในแง่ literal และ metaphorical


แล้วมันบรรจบกันอย่างไร?

 

ทุกเหตุการณ์นี้เชื่อมกันด้วยคำถามเดียว: ในยุคที่ AI ทำทุกอย่างได้ มนุษย์จะสร้างคุณค่าได้ด้วยอะไร?

Silicon Valley ตอบว่า ด้วย taste, aesthetic, และ cultural capital

แต่คำถามที่ตามมาคือ ใครได้ประโยชน์จากการนิยาม "taste" แบบนี้? และ taste ที่ว่านี้ authentic แค่ไหน เมื่อมันถูก deploy โดยบริษัทที่ CEO เพิ่งโพสต์ manifesto เรียกร้องให้อเมริกากลับมาเกณฑ์ทหาร?

Younes เรียก Palantir ว่า "THE lifestyle brand" ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่านั่นน่าตื่นตระหนกหรือน่าขำ ขอบอกว่า มันเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

กระแสนี้น่าจับตาต่อไปครับ เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า Silicon Valley มี taste หรือเปล่า แต่คือ ใครได้รับอนุญาตให้นิยามคำนี้? และเราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือ taste  ไม่ใช่แค่อำนาจที่ใส่เสื้อคลุมดีนิมแล้วเรียกตัวเองว่าวัฒนธรรม?

 

อ้างอิง
The Guardian (8 พ.ค. 2026), Kyle Chayka / The New Yorker (มี.ค. 2026), Fast Company