Skip to main content

 

องค์กรไม่แสวงกำไรในฝรั่งเศสกำลังพลิกโฉมแนวคิดเรื่อง “งานอาสาสมัคร” ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างมีเวลาน้อยลง โดยทำให้การทำงานอาสาสมัครมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปลี่ยนความคิดของคนที่คิดว่า “ไม่มีเวลาพอ” ให้สามารถมาเป็นอาสาสมัคร โดยสละเวลาเพียง 1 ชั่วต่อเดือน เพื่อร่วมช่วยสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในช่วงเวลาที่สายสัมพันธ์ของชุมชนกำลังอ่อนแอลง

คนจำนวนมากในฝรั่งเศสเชื่อว่า การทำงาน “อาสาสมัคร” ในระดับชุมชนนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลตัดลดงบประมาณสนับสนุนชุมชนลง แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ที่อุทิศตัวมาเป็นอาสาสมัครกลับกำลังลดน้อยลง เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา และความรู้สึกที่ไม่ต้องการมีข้อผูกมัดระยะยาว

รูปแบบการมีส่วนร่วมกับชุมชนแบบดั้งเดิม มักเป็นการอุทิศตัวอย่างสม่ำเสมอและเข้มข้น แต่จากรายงานของ France Bénévolat องค์กรไม่แสวงหากำไรในฝรั่งเศสพบว่า รูปแบบนี้กำลังค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยการมีส่วนร่วมแบบเป็นครั้งคราว และเป็นไปในลักษณะที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

France Bénévolat ระบุว่าในปี 2025 มีชาวฝรั่งเศสราว 13 ล้านคน หรือราวร้อยละ 24 ของประชากรที่ทำงานอาสาสมัครกับองค์กรการกุศล โดยตัวเลขนี้ลดลงจาก 15 ล้านคน หรือร้อยละ 29 ในปี 2016

แนวโน้มนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ สำนักงานสำมะโนประชากร และ AmeriCorps ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ดูแลงานด้านอาสาสมัครและการบริการชุมชน พบว่า อัตราการทำงานอาสาสมัครอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 23.2 ในปี 2021 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม รายงานของ France Bénévolat พบว่า อัตราการช่วยเหลือกันอย่างไม่เป็นทางการยังคงอยู่ใกล้เคียงระดับเดิม ซึ่งบ่งชี้ว่า ผู้คนอาจไม่ได้มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นน้อยลง แต่อาจกำลังเปลี่ยนวิธีการมีส่วนร่วมของตัวเอง

อาตานาส เปริฟอง รองนายกเทศมนตรีเขตที่ 17 ของกรุงปารีส และผู้ก่อตั้งสมาคม l’Heure Civique หรือ “ชั่วโมงพลเมือง” บอกว่า งานอาสาสมัครกำลังเผชิญกับวิกฤต แม้ว่าผู้คนอยากช่วยเหลือกัน อยากรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ แต่พวกเขาก็ไม่อยากถูกผูกมัด หรือให้คำมั่นสัญญาระยะยาวได้ จากการที่มีเวลาส่วนตัวน้อยลงเรื่อยๆ

“โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มักชอบการมีส่วนร่วมแบบตรงไปตรงมาหรือแบบเป็นครั้งคราว ซึ่งได้รับแรงจูงใจจากโครงการที่จับต้องได้ และเป็นประเด็นเฉพาะทางมากกว่า” อาตานาส กล่าว

เพื่อพลิกโฉมแนวคิดเรื่องการทำงานอาสาสมัครให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ l’Heure Civique จึงเลือกใช้แนวทางการเป็นอาสาสมัครแบบไม่ผูกมัด โดยขอให้ผู้คนสละเวลาอย่างน้อยเพียงเดือนละ 1 ชั่วโมงเพื่อทำงานช่วยเหลือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสวนให้ผู้อื่น นำของชำไปส่ง พาใครสักคนไปพบแพทย์ หรือช่วยเด็กนักเรียนทำการบ้าน

อาตานาสบอกว่า ฝรั่งเศสมีประชากร 65 ล้านคน ถ้าทุกคนช่วยกันเพียงคนละ 1 ชั่วโมงต่อเดือน ศักยภาพของมันจะมหาศาลมาก

“นี่คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบต่อสังคม ทุกคนทำเท่าที่ตนเองทำได้ บางเดือนอาจมีคนเข้าร่วมมากหน่อย บางเดือนอาจน้อยหน่อย ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะเมื่อรวมพลังของทุกคนเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ก็ยังยิ่งใหญ่ได้” อาตานาส กล่าว

อาตานาส ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตที่ 17 ของกรุงปารีสมายาวนาน เขามีส่วนร่วมกับโครงการชุมชนต่างๆ มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990

จุดเริ่มต้นของการตั้ง l’Heure Civique เริ่มต้นจากข่าวชิ้นหนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับอาตานาสเป็นอย่างมาก เป็นข่าวของหญิงชราคนหนึ่งถูกพบว่าเสียชีวิตลำพังในอพาร์ตเมนต์ในกรุงปารีส เนื่องจากเธอแยกตัวจากสังคมอย่างสิ้นเชิง ร่างของเธอนอนนิ่งอยู่ในห้องนานถึง 4 เดือนก่อนที่จะมีคนมาพบ

เขาบอกว่า เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เขาคิดว่า ต้องสร้างข้ออ้างบางอย่างทำให้ผู้คนได้พูดคุยกัน และต้องสร้างกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

แนวคิด “ชุมชนเป็นศูนย์กลาง” และปรัชญา “การช่วยกันคนละเล็กละน้อย” ของอาตานาส เติบโตจนกลายเป็นโครงการ  l’Heure Civique ที่มีบทบาทสำคัญทั่วประเทศ ปัจจุบันมีเทศบาลในฝรั่งเศสประมาณ 250 แห่งเข้าร่วมโครงการนี้  และมีอาสาสมัครลงทะเบียนแล้วมากกว่า 24,000 คน

ปาสกาล กีย์ หนึ่งในอาสาสมัครของ l’Heure Civique บอกว่า เขาสละเวลามาช่วยงานสาธารณะหลายชั่วโมงต่อเดือน บางครั้งเกิน 10 ชั่วโมง สิ่งที่เขาชื่นชอบคือ การไม่มีภาระผูกพันหรือแรงกดดันใดๆ ในการมาร่วมงาน และการได้ช่วยเหลือชุมชนทำให้เขารู้สึกดี และรู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์

นาธาน ดีตซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Do Good Institute จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เชื่อว่า ระบบอาสาสมัครแบบยืดหยุ่นและสมัครใจของ l’Heure Civique จะเป็นอนาคตของงานอาสาสมัครในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน

งานวิจัยที่ของเขาเมื่อปี 2024 เกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางสังคมและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากการมีส่วนร่วมทำงานอาสาสมัครและการบริจาค พบว่า ผู้ที่เคยเป็นอาสาสมัครในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะบริจาคเงินในปีถัดไปมากขึ้นร้อยละ 14.5 ขณะที่ผู้ที่เคยบริจาคเงินในปีที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มจะทำงานอาสาสมัครในปีถัดไปมากขึ้นร้อยละ 9.3

“ยิ่งเราทำให้การเป็นอาสาสมัครง่ายขึ้น ลดอุปสรรคต่างๆ ลงได้มากเท่าไร โอกาสที่จะดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น” นาธานกล่าว

ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกอย่างประการหนึ่งจากงานวิจัยคือ การเป็นอาสาสมัครและการบริจาคเงินดูเหมือนจะเพิ่มโอกาสที่คนวัยผู้ใหญ่ที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งระดับชาติมากขึ้น จากการที่พวกเขาตระหนักว่า เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนของตัวเอง และการที่คนเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ช่วยเสริมสร้างสังคมและประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง

ขณะที่ มาทิลด์ มอนนิเยร์ ผู้จัดการโครงการผู้สูงอายุของ l’Heure Civique บอกว่า ฝรั่งเศสกำลังมีประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้น และคนเหล่านี้ยังจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อไป แม้ว่าความยืดหยุ่นของ l’Heure Civique จะเปิดโอกาสให้คนวัยทำงานเข้าร่วมทำงานอาสาสมัครได้ แต่ปัจจุบัน อาสาสมัครถึงร้อยละ 80 ยังเป็นผู้เกษียณอายุโดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง การดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมจึงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญมาก

“ในโลกที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตแบบปัจเจกมากขึ้นเรื่อยๆ l’Heure Civique ยังคงเชื่อมั่นในพลังของส่วนรวมที่จะช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและเติบโตได้” มาทิลด์กล่าว


ที่มา
The ‘Civic Hour’ Is Reinventing Volunteering