Skip to main content

 

ความต้องการการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก สอดคล้องไปตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยที่ปัจจุบันแนวโน้มมุ่งไปที่การรักษาแบบองค์รวม

ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีโรงพยาบาลหลายแห่งที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ซึ่ง “โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล” ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ให้การดูแลทั้งผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะสุดท้าย

โรงพยาบาลวันเวลา เปิดให้บริการช่วงปลายปี 2025 จากประสบการณ์การสร้างโรงพยาบาลหลายแห่งของ อัครพล เอื้ออารีรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ที่ออกแบบให้ “วันเวลา” เป็นโรงพยาบาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน และการดูแลผู้ป่วยเสมือนคนในครอบครัว

อัครพล เล่าถึงที่มาของการตั้งโรงพยาบาลวันเวลาว่า เกิดจากความรักในธุรกิจโรงพยาบาล โดยได้รับแรงบันใจจากอาการโรคหลอดเลือดสมองของคุณพ่อของเพื่อนสนิท ซึ่งแม้สุดท้ายคุณพ่อของเพื่อนที่เข้ารับการรักษาจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แต่เขาก็เกิดความประทับใจกับบริการของโรงพยาบาลแห่งนั้นที่มีการดูแลผู้ป่วยอย่างดี รวมถึงมีความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นญาติ

แม้จะมีประสบการณ์ออกแบบโรงพยาบาลมานานถึง 17 ปี แต่อัครพลบอกว่า เขายังไม่เคยออกแบบโรงพยาบาลในรูปแบบนี้เลย จากความประทับใจนี้ จึงเกิดความรู้สึกที่อยากทำโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยแบบประคับประคองในระยะสุดท้าย

อัครพลให้สัมภาษณ์ในช่องยูทูปของ อุ๋ย บุดด้าเบลส ว่า ไม่อยากให้ผู้ป่วยต้องทรมานกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หรือต้องมีสิ่งที่ติดค้างในใจ เขาอยากให้ผู้ป่วยมีจิตใจที่สงบที่สุดก่อนจะจากไป และเชื่อว่าจะทำให้ผลบุญที่สั่งสมมาส่งผลให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีในชาติหน้า ซึ่งเขาบอกว่า อยากจะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น  

 

 

โรงพยาบาลวันเวลา เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ทุกห้องเป็นห้องเดี่ยวที่ออกแบบให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งอายุรแพทย์ แพทย์สาขาต่างๆ รวมถึงแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤต

อัครพลบอกว่า โรงพยาบาลทั่วไปมักดูแลแต่เฉพาะแค่ตัวโรค แต่ไม่ได้ดูแลถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วย ขณะที่การดูแลของวันเวลา โฟกัสไปที่คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแบบครบวงจรทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และทางสังคม

การพาบุคคลที่รักมารักษาที่นี่ จึงไม่ใช่เป็นการทอดทิ้ง ทางโรงพยาบาลได้สร้างสังคมเล็กๆ รอบตัวคนไข้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยพาไปทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงพาไปชมสวนของโรงพยาบาล

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย อัครพลบอกว่า ไม่ต่างจากโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป แต่มีบริการที่โรงพยาบาลทั่วไปมอบให้ไม่ได้ เช่น การให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมาพบเจอกับคนไข้ได้ที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกันกับครอบครัวของคนไข้ โดยมีการประชุมร่วมกันเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนอันเป็นที่รัก

 

อัครพล เอื้ออารีรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลวันเวลา

 

ผู้ป่วยที่มารับการบริการที่โรงพยาบาล มีทั้งผู้ป่วยที่มารับการรักษาแล้วกลับบ้านได้ เป็นการดูแลที่ผู้ป่วยให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคอย่างสันติและมีอายุยืนยาวขึ้น ส่วนอีกกลุ่มคือ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เข้ามารับการดูแลจนกระทั่งวาระสุดท้าย  นอกจากนี้ ยังมีบริการโฮมแคร์เซอร์วิส เช่น การเอายาไปส่งถึงที่บ้าน

อัครพลบอกว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวแล้ว และปริมาณการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน มะเร็ง แต่คนในสังคมไทยยังมีความเข้าใจต่อการรักษาโรคแบบประคับประคองน้อยมาก ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีคนที่ตอบรับกับการดูแลผู้ป่วยในรูปแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็น้อยลง เนื่องจากเป็นการดูแลผู้ป่วยไปตามจังหวะชีวิต ไม่เร่งรัด และไม่ยืดหรือยื้อชีวิตผู้ป่วยให้ยาวออกไป แต่เป็นการทำให้เกิดความทรงจำที่ดีและสวยงามที่สุดในการจากไปของพ่อแม่และลูกๆ

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ประจำโรงพยาบาลวันเวลาบอกว่า การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี เนื่องจากโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น มะเร็ง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่การฉายรังสีทำต่อไปไม่ได้แล้ว ควรเปลี่ยนมาดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในตลอดช่วงเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ บอกว่า ในกรณีที่คนไข้ร่างกายเสื่อมถอยลงตามเวลาและอาการของโรค ทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้คนไข้และญาติรู้ถึงอาการที่จะดำเนินไปและวันที่จะเสียชีวิต เพื่อให้เตรียมความพร้อมทางจิตใจ และเรื่องพิธีศพ และจะช่วยให้คนไข้บรรลุ “ความปรารถนาครั้งสุดท้าย” เพื่อไม่ให้จากไปโดยที่ยังรู้สึกกังวลหรือค้างคาใจ ซึ่งต่างจากการปฏิบัติของโรงพยาบาลทั่วไป

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ บอกว่า เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะให้คนไข้ได้ทำในสิ่งที่ต้องการเป็นครั้งสุดท้าย เช่น ออกไปกินอาหารมื้อสุดท้ายกับเพื่อนสนิท การไปทะเล หรือไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ยังไม่เรียบร้อยที่ธนาคาร หรือกระทั่งการจิบไวน์เป็นครั้งสุดท้ายตามความปรารถนาของคนไข้ การออกไปนอกโรงพยาบาลจะมีทีมเจ้าหน้าที่พาไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงพยาบาลทั่วไปที่มีภาระงานล้นมืออยู่แล้วทำให้ไม่ได้

 

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ประจำโรงพยาบาลวันเวลา

 

ในช่วงเวลาก่อนคนไข้จะเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจะช่วยขจัดความเจ็บปวดให้ได้มากที่สุด เช่น การให้มอร์ฟีนเพื่อลดความทุกข์ทรมานให้กับคนไข้ก่อนที่จะจากไป

นอกจากนี้ โรงพยาบาลวันเวลา ยังไม่มีการกำหนดเวลาเข้าเยี่ยม ญาติสามารถมาเยี่ยมคนไข้ได้ตลอดเวลาเหมือนอยู่ที่บ้าน ขณะที่การดูแลจะดูแลเสมือนญาติ โดยจะเรียกคนไข้ด้วยสรรพนามตามที่ลูกหลานเรียก เช่น อาม่า คุณพ่อ คุณแม่

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนัก คือ ภาระของคนที่เป็น “ผู้ดูแลหลัก” ที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง หรือต้องคอยดูแลคนพิการ ซึ่งจะมีอัตราการ “เบิร์นเอาท์” สูงมาก จากการซึมซับสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ต่างๆ เข้ามาในตัวเป็นเวลานาน

ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ บอกว่า คนที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม จะหงุดหงิดง่าย และอาจเกิดภาวะซึมเศร้า หรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งลูกที่เป็นผู้ดูแลหลักเพียงคนเดียวจะรับภาระหนักมาก ในการเสียสละตัวเองเพื่อดูแลพ่อแม่

 

 

 

 

ทางโรงพยาบาลวันเวลา จึงมีบริการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับผู้ดูแลหลัก เพื่อให้ได้มีช่วงเวลาพักในกรณีที่เบิร์นเอาท์ โดยสามารถนำผู้ป่วยมาฝากไว้ได้นาน 1-2 สัปดาห์ หรือเป็นการฝากดูแลระยะยาวไปจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังมีแพทย์คอยดูแลคนที่เป็นผู้ดูแลหลักของครอบครัว ซึ่ง ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ บอกว่า การมีโรงพยาบาลแบบนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระของคนดูแลหลักได้มาก โดยการนำคนไข้มาฝากไว้ เพื่อให้ผู้ดูแลหลักมีช่วงเวลาหยุดพักระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ต่อ

ทางโรงพยาบาลยังมี “ห้องชีวาลัย” สำหรับการดูแลคนไข้เสียหลังชีวิตแล้ว โดยจะปฏิบัติต่อคนไข้ที่จากไปเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการปฏิบัติอย่างให้เกียรติและมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นห้องที่ลูกหลานจะได้ใช้เวลาในการดูแลบุคคลที่รักเป็นครั้งสุดท้าย

 

“ห้องชีวาลัย” สำหรับการดูแลคนไข้เสียหลังชีวิตแล้ว 

 

ห้อง sound healing ที่ใช้คลื่นเสียงและความถี่ของเสียงในการบำบัดจิตใจ

 

ทางโรงพยาบาลยังดูแลเรื่องทางจิตวิญญาณ โดยมีห้องสวดมนต์เตรียมไว้รองรับสำหรับคนไข้ มีห้อง sound healing ที่ใช้คลื่นเสียงและความถี่ของเสียงในการบำบัดทำให้จิตใจของคนไข้สงบ ซึ่งการบำบัดนี้สามารถใช้ได้กับทั้งคนที่เป็นผู้ป่วย รวมถึงผู้บริหารที่มักมีความเครียดจากภาระงานได้

“เพื่อให้ทุกวันเวลา มีคุณค่า สวยงาม และไม่ถูกทอดทิ้ง” ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ กล่าว

ขอบคุณ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ในการจัดให้ได้เข้าเยี่ยมชม และพูดคุยกับผู้บริหารของโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล