Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
 


ผมอยากชวนทุกท่านคิดใหม่เกี่ยวกับ "โอกาส" ในภาคเหนือ

เวลาเราพูดถึงการลงทุนในอุตสาหกรรม “ไมซ์” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตัวเลขคาดการณ์จำนวนผู้เข้าร่วมงาน รายได้จากการท่องเที่ยว หรือเมกะโปรเจกต์ก่อสร้างศูนย์ประชุมแห่งใหม่ แต่ผมมองต่างออกไป 

โอกาสของภาคเหนือไม่ได้ซ่อนอยู่ในศูนย์ประชุม แต่ซ่อนอยู่ใน "รอยร้าว" ของระบบเก่าที่พังทลายและรอการรี้อฟื้น

ฟังดูแปลกไหมครับ? แต่ลองฟังผมอธิบายในงาน Northern MICE Expo 2026


4 ครั้งที่เชียงใหม่ "ล้ม" แล้ว "ลุก"


ถ้าติดตามประวัติศาสตร์ไมซ์ของเชียงใหม่มาสิบกว่าปี คุณจะเห็นรูปแบบที่น่าสนใจยิ่ง ทุกครั้งที่ระบบเก่าพังทลาย ระบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาจะแข็งแกร่งกว่าเดิมเสมอ

ช่วงก่อนปี 2555 เชียงใหม่ยังไม่มีระบบไมซ์ที่ชัดเจน งานประชุมต่างๆ เป็นแค่ผลพลอยได้จากการท่องเที่ยวมวลชน ไม่มีใครคิดจะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง เพราะตลาดมันกระจายตัวเกินไป ทุนเอกชนไม่เห็นโอกาส

จากนั้นรัฐก็เข้ามา "Big Push" ก่อตั้งสำนักงานพัฒนาพิงคนคร สร้างศูนย์ประชุม CMECC พร้อมแปะป้าย "MICE City" ให้นักลงทุนมาตามเงินอุดหนุน 

ผลลัพธ์? องค์กรติดกับดักระบบราชการ ผู้ประกอบการเสพติดเงินสนับสนุน และไม่มีใครสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริงๆ

พอถึงปี 2562 พิงคนครถูกยุบ CMECC กลายเป็นสินทรัพย์ที่เน้นเก็บค่าเช่ามากกว่าสร้างคุณค่า ซ้ำเติมด้วยวิกฤต PM 2.5 และ COVID-19 ที่กวาดล้างผู้ประกอบการอ่อนแอออกไปเกือบหมด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าทึ่งมาก ข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่บีบให้ทุนท้องถิ่นต้องปรับตัว เกิดแนวคิดใหม่ที่ว่า "ทั้งเมืองคือสถานที่จัดงาน" ไมซ์หลอมรวมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน

ภาพสะท้อนเหล่านี้ คือ สิ่งที่ผมเรียกว่า "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative Destruction) การจากไปของพิงคนครไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่บังคับให้เชียงใหม่เปลี่ยนผ่าน


มองเมืองอื่นเพื่อเข้าใจตัวเอง


ถ้าคุณอยากเห็นหน้าตาของ "ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง" ลองดู 4 เมืองนี้

ออสติน สหรัฐอเมริกา : งาน SXSW เปลี่ยนทั้งเมืองให้เป็นพื้นที่จัดงาน สร้าง VC Deal Flow มูลค่ากว่า 7 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กลไกสำคัญคือการสร้าง IP ของตัวเอง แล้วใช้มันเป็นแม่เหล็กดึงดูดสตาร์ทอัพและนักลงทุนจากทั่วโลก  โมเดลนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เชียงใหม่กำลังทำมากที่สุด

ลิสบอน โปรตุเกส : ใช้ Web Summit ดึงดูดสตาร์ทอัพกว่า 5,000 ราย และนักลงทุนเกือบ 2,000 แห่ง กลไกสำคัญคือการใช้ AI จับคู่ธุรกิจและให้เงินอุดหนุนเพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้น  มันคือตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเร่งระบบนิเวศ

บาร์เซโลนา สเปน : สร้างย่านนวัตกรรม 22@ District ที่มีบริษัทกว่า 8,000 แห่ง และสร้างงานกว่า 90,000 ตำแหน่ง โดยใช้ MWC เป็นตัวเชื่อมระหว่างศูนย์ประชุมกับย่านนวัตกรรม และนี่คือตัวอย่างของการใช้ไมซ์เป็นเครื่องมือพัฒนาเมือง

สิงคโปร์ : ดึงดูด Family Office กว่า 1,100 แห่ง ให้เข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพโดยตรง ผ่านกลไกที่เชื่อมโยงงานไมซ์กับการลงทุนจริง นี่คือตัวอย่างของการใช้ไมซ์เป็นประตูสู่ Deal Flow

4 เมืองนี้มีอะไรเหมือนกัน? พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ "สถานที่จัดงาน" แต่สร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เชื่อมโยงคน ทุน และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน
 

เชียงใหม่อยู่ตรงไหน?


ถ้าคุณประเมินศักยภาพของเชียงใหม่ผ่าน 6 มิติสำคัญ โครงสร้างเมือง การสร้างแบรนด์เมืองเทคโนโลยี ความพร้อมของทุนท้องถิ่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย การลงทุนในพื้นที่เฉพาะ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก คุณจะเห็นภาพที่น่าสนใจมาก

เชียงใหม่โดดเด่นอย่างชัดเจนในมิติโครงสร้างเมือง  เพราะความเข้มแข็งของวัฒนธรรม อาหาร และคุณภาพชีวิต แต่ในอีก 5 มิติที่เหลือ เรายังอยู่ต่ำกว่า 25% ทั้งหมด

บางคนอาจมองว่านี่คือ จุดอ่อน แต่ผมมองต่างออกไป  มิตินี้คือ "ช่องว่างแห่งโอกาส" ขนาดใหญ่ที่รอให้ Venture Capital และนักลงทุนเชิงกลยุทธ์เข้ามาเติมเต็ม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ลองคิดดู ถ้าคุณสามารถลงทุนในเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับ 95% แต่ยังมีช่องว่างให้เติบโตอีก 5 มิติ คุณจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มหาศาลแค่ไหน?


3 ดีลที่พร้อมปิด


บนฐานของแนวคิดนี้ ผมขอเสนอ 3 ดีลยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนควรพิจารณา

ดีลแรก: Chiang Mai Mega IP ด้วยการ สร้างงาน IP ของตัวเอง

เราจะไม่ไล่ตามอีเวนต์จากที่อื่นอีกต่อไป แต่จะสร้างบริษัท SPV (Special Purpose Vehicle) ที่ร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน  กระทรวงการอุดมศึกษา 25%, TCEB 30%, องค์การบริหารส่วนจังหวัด 15%, VC ท้องถิ่น 10%, และเอกชน 20%  เพื่อสร้าง "Mega IP Event" ที่เป็นของเชียงใหม่เอง เป้าหมายคือ ดึงดูดผู้เข้าร่วม 5,000-10,000 คนต่อปี สร้างรายได้ทางตรง 450-900 ล้านบาท และผลกระทบทางอ้อมอีก 2.5 เท่า นี่คือโมเดล SXSW ในแบบฉบับเชียงใหม่

ดีลที่สอง: MedTech + EnvTech Track  เจาะตลาด 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

เชียงใหม่มีจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร  โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงที่สุดในอาเซียน และศักยภาพด้านพลังงานสะอาด เราจะไม่แข่งกับสิงคโปร์หรือกรุงเทพฯ ในด้านฟินเทค หรืออีคอมเมิร์ซ แต่จะโฟกัสที่ MedTech และ EnvTech ซึ่งเป็นตลาดขนาด 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ที่ยังไม่มี "flagship event" ในอาเซียน นี่คือ Blue Ocean ที่แท้จริง

ดีลที่สาม: 9-Sector Nexus Platform  เชื่อมโยงทุกภาคส่วน

เราจะไม่สร้างแค่ "งาน" แต่จะสร้าง "แพลตฟอร์ม" ที่เชื่อมโยง 9 ภาคส่วนเข้าด้วยกัน  MICE Event, Organisers, Universities, Logistics, Tourism, Hotels, Creative Lanna, Green Energy, และ AgTech ทุกงานที่จัดจะต้องสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังทั้ง 9 ภาคส่วน นี่คือโมเดลที่บาร์เซโลนาใช้กับ MWC และ 22@ District จนสร้างงานได้ 90,000 ตำแหน่ง


จาก "ผู้รับคำสั่ง" สู่ "ผู้ประสานงาน"


สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับเชียงใหม่ในวันนี้ คือ การเปลี่ยนบทบาทของท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอการค้า และเครือข่ายผู้ประกอบการ กำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้ประสานงานแพลตฟอร์ม" ที่ออกแบบทิศทางเมืองด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคำสั่งจากส่วนกลาง

ขณะที่ TCEB ภาคเหนือปรับบทบาทจากผู้สร้างอุปสงค์เทียม มาเป็น "โครงสร้างกระดูกสันหลัง" ที่ช่วยประคองมาตรฐานและเชื่อมต่อเครือข่ายสู่สากล

ผมมองว่ามันคือ โมเดลที่แตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในอาเซียน เราไม่ได้สร้างไมซ์จากบนลงล่าง แต่เราสร้างจากระดับล่างขึ้นบน ด้วยพลังของเครือข่ายที่เข้มแข็ง


แล้วคุณจะได้อะไร?


พัฒนาการของไมซ์ภาคเหนือพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ความยืดหยุ่นของเมืองไม่ได้เกิดจากการเทคอนกรีต แต่อยู่ที่ความเข้มแข็งของเครือข่าย"

โอกาสการลงทุนในเวที NORTHERN MICE EXPO 2569 วันนี้ ไม่ใช่การมาหาพื้นที่จัดบูธ แต่คือการมาหา "พาร์ทเนอร์" ในระบบนิเวศที่พร้อมจะยกระดับ เพิ่มทักษะ และขยายสเกล ไปด้วยกัน

ถ้าคุณมองหาแค่สถานที่จัดงาน คุณอาจผิดหวัง แต่ถ้าคุณมองหาพาร์ทเนอร์ที่จะสร้างระบบนิเวศใหม่ไปด้วยกัน  ยินดีต้อนรับสู่เชียงใหม่

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ในโอกาสเวที ของ TCEB NORTHERN MICE EXPO 2569 วันที่ 30 กันยายน 2569 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง

 

↑