พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
ผมจั่วหัวบทความวิเคราะห์รายงาน Global Innovation Index (GII) ปีนี้ ด้วยคำว่า "สภาวะเฉื่อยชาทางนวัตกรรม" (Systemic Inertia) เพื่อถอดรื้อภาพลวงตาของตัวเลขอันดับ แล้วชี้ให้เห็นพยาธิสภาพที่แท้จริงของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่ "หยุดนิ่งทางพลวัต" มายาวนาน
ความเฉื่อยชานี้สะท้อนชัดเจนผ่านวิธีคิดและการทำงานแบบ "ปีชนปี" ของกลไกขับเคลื่อนประเทศ ปีนี้ทำอย่างไร ปีหน้าก็ตั้งงบและจัดโครงการซ้ำรอยเดิม “หมุนเวียนอยู่ในลูป” ของกิจกรรมที่วัดผลประกอบการได้ทันใจ เราทำงานแบบทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ โดยขาดความกล้าหาญทางนโยบายที่จะรื้อสร้างหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงระบบ (Systemic Change) อย่างแท้จริง
การติดอยู่ในกับดักความคุ้นเคยและไม่กล้าก้าวข้ามกรอบเดิมนี้เอง คือ ต้นตอที่ทำให้ไม่ว่ารายงาน GII จะชี้วัดอะไร รากฐานนวัตกรรมของไทยก็ไม่เคยขยับเขยื้อนไปสู่พรมแดนใหม่เลยสักครั้ง หากมีปัญหาอะไรเราจะ "ถอดบทเรียน" กันครับ
ภายใต้กระแสการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก รายงาน GII 2026 โดย องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ตั้งธีมที่ท้าทายและสะท้อนทิศทางของยุคสมัยอย่างชัดเจน นั่นคือ "Powering entrepreneurs at the frontier of science" ซึ่งเป็นการประกาศก้องว่า สมรภูมิการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันที่การต่อยอดแอปพลิเคชันหรือโมเดลธุรกิจดิจิทัลอีกต่อไป แต่มุ่งหน้าสู่พรมแดนของ "วิทยาศาสตร์ขั้นลึก" (Deep Science) อย่างเต็มตัว
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ตัวเลขอันดับที่ 44 ของโลก (เวียดนาม 43) การรักษาสถานะผู้นำอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper middle-income) รวมถึงการเป็นประเทศที่สร้างผลสัมฤทธิ์ทางนวัตกรรมได้สูงกว่าความคาดหมาย (Innovation Overperformer) ติดต่อกันเป็นปีที่ 12 อาจฟังดูเป็น "ความสำเร็จ" ที่น่าเฉลิมฉลองในรายงานประจำปี
แต่หากถอดแว่นตาแห่งการประเมินผลแบบผิวเผินออก แล้วพิจารณาผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์วิวัฒนาการ (Evolutionary Economics) เราจะพบว่า ตัวเลขเหล่านี้กำลังซ่อนอาการเฉื่อยชาที่ฝังรากลึกเอาไว้ ภายใต้เปลือกนอกที่ดูมั่นคง โครงสร้างนวัตกรรมของไทยแทบจะสูญเสียพลวัตในการกระโดดข้ามขั้น (Leapfrog) และติดหล่มอยู่กับที่มาเป็นเวลายาวนาน
พยาธิสภาพเชิงโครงสร้าง: ความขัดแย้งระหว่าง "ตลาดที่ดุเดือด" กับ "รัฐที่อุ้ยอ้าย"
รอยร้าวทางกระบวนทัศน์ที่อันตรายที่สุดในระบบนิเวศนวัตกรรมไทย คือ ความเหลื่อมล้ำขั้นสุดขั้วระหว่างความก้าวหน้าของกลไกตลาดกับความเสื่อมถอยของโครงสร้างสถาบัน หากพิจารณาจากดัชนีความซับซ้อนของตลาด (Market Sophistication) ไทยรั้งอันดับค่อนข้างสูงมานานแล้ว ปีนี้เราอยู่ในระดับที่ 27 ของโลก ภาคเอกชนไทยมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงและปรับตัวเก่งในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก สะท้อนจากสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน (GERD financed by business) ซึ่งกินสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 67 และแข็งแกร่งเป็นอันดับ 5 ของโลก
แต่ความเก่งกาจนี้กลับเป็นเพียง "Survival R&D" หรือ "Routine R&D" ที่มุ่งเน้นการลดต้นทุน ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือดัดแปลงเทคโนโลยีต่างชาติเพื่อส่งออก มากกว่าจะเป็น "Frontier R&D" ที่สร้างองค์ความรู้ใหม่
ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยด้าน "สถาบัน" (Institutions) ซึ่งหมายถึง กฎหมาย กฎระเบียบ และกลไกสนับสนุนของรัฐ กลับทรุดตัวลงอย่างน่าวิตกไปอยู่ที่อันดับ 80 ของโลก ในขณะที่ความซับซ้อนของภาคธุรกิจ (Business Sophistication) อยู่ที่อันดับ 41
ช่องว่างมหาศาลระหว่างตลาด (27) และสถาบัน (80) นี้สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างรัฐที่อุ้ยอ้าย ล้าหลัง และยึดติดกับกรอบคิดแบบราชการรวมศูนย์ ได้กลายเป็น "แรงเสียดทาน" (Friction) ขนาดใหญ่ กฎระเบียบที่ซับซ้อน การตีความที่คลุมเครือ และระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Public Procurement) ที่ยังยึดติดกับ "ราคาที่ต่ำที่สุด" แทนที่จะเป็น "นวัตกรรมที่ดีที่สุด" ได้ปิดกั้นไม่ให้สตาร์ทอัพและ SMEs ไทยเติบโตได้จริง รัฐมองนวัตกรรมเป็น "ความเสี่ยงที่ต้องควบคุม" มากกว่า "โอกาสที่ต้องบ่มเพาะ" ภาคเอกชนจึงทำได้เพียงวิ่งหนีอุปสรรคของรัฐ แทนที่จะวิ่งเข้าหาพรมแดนความรู้ใหม่
'กับดัก' โมเดลเชิงเส้นและภาพลวงตาของ FDI
สภาวะชะงักงันดังกล่าวส่งผลให้ระบบนวัตกรรมไทยติดอยู่ในกับดักของ "โมเดลนวัตกรรมเชิงเส้น" (Linear Innovation Model) ที่เชื่อว่าแค่มีเม็ดเงินลงทุนและนำเข้าเทคโนโลยี ประเทศก็จะก้าวหน้าเอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยขาดแคลนรายงานความสำเร็จระดับโลกที่โดดเด่นอย่างก้าวกระโดด (Breakthrough Innovation) การที่ประเทศถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "แม่เหล็กดึงดูดการลงทุน" (Investment Magnets) ในด้าน Green-field R&D และ FDI เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการมีสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนรถยนต์สะสม ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียง "ภาพลวงตาทางนวัตกรรม"
แท้จริงแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ คือ ผลผลิตจากการเป็น "โรงงานประกอบ" (Assembly Hub) นโยบาย EV 3.0/3.5 ดึงดูดทุนต่างชาติได้มหาศาล แต่พวกเขาขน Supply Chain และ Know-how มาจากประเทศแม่แบบเบ็ดเสร็จ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Tier 2/3) ที่เคยเก่งเรื่อง Metal Stamping กำลังเผชิญวิกฤตเพราะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ชิ้นส่วน EV ที่ต้องใช้ Software และ Electronics ได้ เราเป็นเพียงผู้รับจ้างสร้าง GDP แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา
สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านอันดับด้านทุนมนุษย์และการวิจัย (Human Capital and Research) ที่ยังคงรั้งอยู่ในอันดับ 55 และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่อันดับ 58 ของโลก ระบบการศึกษาที่ผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการวิจัยที่ไม่เอื้อต่อการทดลองระดับ Deep Tech ทำให้ไทยทำได้เพียงเป็น "ผู้ตาม" ในห่วงโซ่มูลค่าโลกตลอดไป
นักรบที่โดดเดี่ยวบนสมรภูมิ Deep Science
เมื่อพรมแดนการแข่งขันเคลื่อนตัวเข้าสู่ วิทยาศาสตร์ขั้นลึก (Deep Science) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มี อุปสรรคการเข้าถึงสูง (High-barrier technologies) และต้องการยุทธศาสตร์แบบ "To Build Right" ที่เน้นการวางรากฐานโครงสร้างระยะยาว การทดลองซ้ำๆ และความอดทนต่อความล้มเหลวในระดับสูง แนวคิด "Fail Fast, Move Fast" ของยุคดิจิทัลแพลตฟอร์มจึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป Deep Science ต้องการ Patient Capital (ทุนที่อดทนรอผลตอบแทน 10-15 ปี) ซึ่งโครงสร้างการเงินของไทย (ธนาคารและ VC ทั่วไป) ไม่เข้าใจและไม่กล้ารองรับความเสี่ยงนี้
แม้ไทยจะมีสัญญาณเชิงบวกจากการปรากฏตัวของ Mu Space Corp วิสาหกิจเทคโนโลยีอวกาศที่สร้างมูลค่าประเมินได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการระดมทุน 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนความก้าวหน้าในการถือครองกลุ่มสิทธิบัตร (Patent Families) ของสตาร์ทอัพ Deep Tech อย่าง Baiya Phytopharm และ OsseoLabs
แต่กิจการเหล่านี้ยังคงเป็นเสมือน "นักรบที่โดดเดี่ยว" (Lone Warriors) ที่ต้องต่อสู้และเติบโตโดยที่แทบไม่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (Intellectual Infrastructure) ของประเทศ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ค้ำประกันสินเชื่อในทางปฏิบัติยังทำไม่ได้จริง และกลไก Sandbox ของรัฐยังแคบและขาดความต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านโครงการนำร่อง (Pilots) ให้กลายเป็นสายธารอุตสาหกรรม (Pipelines) ที่สร้างผลกระทบระดับมหาภาค จึงเป็นไปไม่ได้ภายใต้โครงสร้างเดิม
การทลายเพดานแก้วด้วยการปฏิรูปสถาบัน
การทะลวงผ่าน "เพดานแก้วทางนวัตกรรม" (Innovation Glass Ceiling) จึงไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการปล่อยให้ระบบตลาด (Market) ทำงานเพียงลำพังภายใต้โครงสร้างที่ผุพัง อาการเฉื่อยชาทางระบบนวัตกรรมของไทยจะยุติลงได้ ก็ต่อเมื่อมีการ "ปฏิรูปสถาบัน" (Institutional Reform) อย่างถึงรากถึงโคน เพื่อสร้างการกำกับดูแลแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Governance) ที่สามารถทลายคอขวดของกฎระเบียบเดิม และประสานทุนอุตสาหกรรมเข้ากับการวิจัยเชิงลึก (Fundamental Research) ของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" (Regulator) เป็น "ผู้เอื้ออำนวย" (Facilitator) และ "ผู้ร่วมรับความเสี่ยง" (Co-risk Taker) ในการวิจัยขั้นพื้นฐาน หากปราศจากการรื้อถอนและประกอบสร้างสถาบันเชิงนโยบายใหม่ ประเทศไทยจะทำได้เพียงยืนมองขบวนพาเหรดของ Deep Science ขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า โดยทิ้งเราไว้กับความสำเร็จในอดีตที่ค่อยๆ หมดมูลค่าลงตามกาลเวลา และจมดิ่งลงสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงที่ไร้ทิศทางในที่สุด