โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลกจำนวนมากในแต่ละปี องค์การอนามัยโลก ประมาณการว่า ในปี 2022 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 19.8 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก
ในปี 2021 จำนวนผู้ที่เสียชีวิตก่อนอายุถึง 70 ปี จำนวน 18 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs โดยร้อยละ 38 มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุขของไทย ระบุว่า ในปี 2025 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจำนวนถึง 40,362 คน
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคที่ใกล้ตัวมากๆ นอกจากนี้ยังมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นล้วนแต่เป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรม โดยในปี 2025 มีคนไทยป่วยด้วยโรค NCDs ราว 4 แสนคน หรือเฉลี่ยวันละ 1 พันคน
นพ.สุวาณิชระบุว่า ปัจจุบัน คนที่เริ่มมีอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอายุน้อยลง จากเดิมที่มักพบในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุเกิดจากเรื่องอาหาร การไม่ออกกำลังกาย และยังพบว่า คนอายุน้อยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 2 เท่า
นพ.สุวาณิชอธิบายว่า อาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ จะมีอาการเจ็บที่หน้าอกด้านซ้าย ร้าวไปที่กราม หัวไหล่ และเหงื่อออกมาก คนไข้บางรายอธิบายว่า อาการเจ็บเหมือนถูกมีดแทงทะลุหลัง ซึ่งหากไปถึงโรงพยาบาลทันภายในครึ่งชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ซึ่งโรคหัวใจจะแสดงอาการเมื่อหลอดเลือดหัวใจมีการอุดตันแล้วราว 70%
นพ.สุวาณิชบอกว่า คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะมีเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลียงหัวใจจำนวนมาก กรณีที่เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เลือดจากเส้นเลือดฝอยเหล่านี้ก็จะมาช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจได้
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดขึ้นได้แม้กับคนที่รูปร่างไม่อ้วน โดยเฉพาะคนเอเชียที่รูปร่างเล็ก ซึ่งอาจมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งทราบได้จากตรวจสุขภาพเป็นประจำ
คนที่รูปร่างผอมเพรียว สามารถออกกำลังกายหนักได้ แต่อาจมีอาการแฝงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรมและปัจจัยต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อน อาหารโดยเฉพาะการกินอาหารไขมันสูง และพันธุกรรม
ส่วนไขมันสะสมในช่องท้อง เกิดจากการกินอาหารมากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย และนอนดึก ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับและเนื้อเยื่อช่องท้อง ซึ่งนำไปสู่ภาวะความดันสูงและโรคหัวใจ
นพ.ชาญวัฒน์ บอกว่า ความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือด มีข้อสังเกตง่ายๆ โดยดูจากรอบเอว หากผู้ชายรอบเอวเกินกว่า 90 ซม. และผู้หญิงรอบเอวเกินกว่า 80 ซม. ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 100 mg/dL, ความดันโลหิตสูง และไขมันในช่องท้องสูง
หากตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่า ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือดสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง ในช่วงเริ่มต้น นพ.ชาญวัฒน์ระบุว่า สามารถดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการลดน้ำหนักตัวลง 10-15% จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือดลดลงได้
นพ.ชาญวัฒน์ บอกว่า ในพ่อแม่ที่มีประวัติไขมันในเลือดสูง สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมถึงลูกได้ แต่ทั้งนี้ พฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเมื่อบวกกับพันธุกรรม เป็นปัจจัยที่มีผลให้เกิดโรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูงมากที่สุด
นพ.สุวาณิชอธิบายว่า ไขมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ไขมันก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวหากบริโภคมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย โดยไขมันส่วนเกินจะไปพอกในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดอุดตัน ซึ่งหากไปอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ อาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้
ในการดูแลสุขภาพ นพ.สุวาณิชแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำครั้งละ 30-50 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน และควบคุมอัตราการเต้นหัวใจให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยขณะออกกำลัง โดยคำนวณจากสูตร (220-อายุ)*80% และไม่ควรให้หัวใจเต้นเกินกว่าสูตรคำนวณนี้ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตหัวใจวาย
ขณะเดียวกัน ในเรื่องพฤติกรรม ให้ลดความเสี่ยงโดยการลดอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และมีไขมันสูง ให้ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้เป็นโรคอ้วน
ส่วนกรณีการปักปากกาเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ นพ.สุวาณิชระบุว่า ไม่ควรใช้เป็นทางลัดในการลดน้ำหนักตัว ถึงแม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน เช่น ปากกาปลอม หรือการเป็นนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ดังนั้น จึงควรใช้ชั่วคราวโดยถูกหลักงิชาการและภายใต้คำแนะนำจากแพทย์ สิ่งสำคัญคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้น้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้นด้วย