Skip to main content

 

งานวิจัยในปี 2023 พบว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ส่งผลให้ป่าเขตร้อนโดยเฉพาะในโซนอเมริกาใต้ สูญเสียความสามารถในการเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนขนาดใหญ่ไป และพบว่า เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มีความรุนแรงกว่าครั้งเมื่อ 60 ปีที่แล้วถึง 2 เท่า

เอมี เบนเนตต์ นักวิจัยประจำคณะภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยลีดส์ เผยว่า งานวิจัยที่เธอศึกษาร่วมกับนักวิจัยอีกว่าร้อยคน และเผยแพร่ในปี 2023พบว่า เอลนีโญ ซึ่งเป็นความผันผวนตามธรรมชาติในระบบภูมิอากาศโลก ส่งผลให้ป่าเขตร้อนในอเมริกาใต้อาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “แหล่งดูดซับคาร์บอน” ได้อีกต่อไป

ในการศึกษา เอมีและนักวิจัยร่วมกันติดตามต้นไม้มากกว่า 4,000 สายพันธุ์ มากกว่า 5 แสนต้นใน 6 ประเทศของอเมริกาใต้ เป็นเวลานานกว่า 30 ปี โดยใช้สายวัดเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้เหล่านี้ เพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บอยู่ในต้นไม่ในผืนป่าได้อย่างแม่นยำ

เธอบอกว่า โดยธรรมชาติป่าเขตร้อนสามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากชั้นบรรยากาศไว้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ป่าฝนแอมะซอนในทวีปอเมริกาใต้กักเก็บคาร์บอนไว้ประมาณ 1.23 แสนล้านตัน มากกว่าระบบนิเวศบนบกอื่นๆ ของโลก แต่ป่าเหล่านี้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ

“ข้อค้นพบนี้น่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่า เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เราพบเอลนีโญที่จัดอยู่ในระดับ 'รุนแรงมาก' มากเป็น สองเท่า เมื่อเทียบกับช่วง 60 ปีก่อนหน้านั้น และเมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯก็ยืนยันว่า ขณะนี้กำลังเกิดเอลนีโญในลักษณะดังกล่าว” เอมีระบุ

เธออธิบายว่า ปรกติป่าเขตร้อนจะดูดซับ CO₂ ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง และเปลี่ยน CO₂ ให้กลายเป็นมวลชีวภาพ หรือการเติบโตของพืช แต่เมื่อสภาพอากาศร้อนและแห้งจัด พืชจะปิดรูเล็กๆ บนใบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ซึ่งเท่ากับตัดการดูดซับ CO₂ เมื่อ CO₂ เข้าสู่พืชได้น้อยลง พืชก็จะขาดคาร์บอนที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโต

เอมีบอกว่า ในช่วงปีที่เกิดเอลนีโญ อุณหภูมิจะสูงกว่าปรกติเป็นเวลานาน ความเครียดจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้การเติบโตของป่าลดลง และต้นไม้ตายมากขึ้น โดยผลกระทบนี้สามารถดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษ เพราะเมื่อซากต้นไม้ตายย่อยสลาย คาร์บอนที่สะสมอยู่ในต้นไม้จะถูกปล่อยกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ

เอมีเผยว่า การศึกษาของเธอพบว่า เอลนีโญที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2015 ถึง 2016 ซึ่งอุณหภูมิบนพื้นดินโดยเฉลี่ยสูงกว่าภาวะปกติอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียส ทำให้ป่าเขตร้อนบางส่วนของอเมริกาใต้แทบจะหยุดดูดซับคาร์บอน ซึ่งข้อค้นพบนี้ทำให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบที่เอลนีโญในปัจจุบันอาจมีต่อป่าแอมะซอนและสภาพภูมิอากาศโลก

ผลการศึกษาพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.5 องศาเซลเซียส ป่าเหล่านี้จะสูญเสียคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินประมาณ 0.5% โดยที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

การศึกษาพบว่า ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ อัตราการตายของต้นไม้ในป่าเขตร้อนทั่วอเมริกาใต้เพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 3% ต่อปี ขณะที่ต้นไม้ขนาดกลาง ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร และต้นไม้ขนาดใหญ่ มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

“ผลการศึกษานี้ชี้ว่า แม้ป่าเขตร้อนจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับฤดูแล้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้ แต่การปรับตัวดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องป่าจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว” เอมีกล่าว

ในปี 2026 นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อาจเป็นปีที่อากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือความรุนแรงของเอลนีโญในปัจจุบัน เธอระบุว่า ไม่เคยมีครั้งใดมาก่อนที่เอลนีโญจะเริ่มต้นขึ้นในขณะที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงและอุณหภูมิอากาศก็อยู่ในระดับสูงเช่นทุกวันนี้

เอมีบอกว่า เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงมีความเสี่ยงที่จะได้เห็นการสูญเสียต้นไม้และการดูดซับคาร์บอนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ที่มา
Tropical forests can stop acting as carbon sinks during El Niño, says research
 

 

↑