Skip to main content

 

เอมิลี จอห์นสตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเขียน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเมอร์เซด เล่าว่า เธอทำวิจัยเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนใช้ “การเขียน” เพื่อรับมือกับบาดแผลทางใจ และจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง พบว่า การเขียนช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นทางด้านจิตใจได้

เอลมิลีบอกว่า การเขียนช่วยเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของสมอง การแปลงอารมณ์และความคิดให้กลายเป็นคำพูดลงบนหน้ากระดาษเป็นภารกิจทางจิตที่ซับซ้อน เป็นการดึงความทรงจำกลับมาและวางแผนว่าจะจัดการกับมันอย่างไร จึงกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการตัดสินใจ

ขณะเดียวกัน การนำความทรงจำเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นภาษา ก็ทำให้ระบบการมองเห็นและระบบการเคลื่อนไหวของสมองทำงานร่วมกันด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1980 เจมส์ เพนเนเบเกอร์ นักจิตวิทยาได้พัฒนาเทคนิคบำบัดที่เรียกว่า “การเขียนเชิงระบายความรู้สึก” หรือ expressive writing เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยประมวลผลบาดแผลทางใจและปัญหาทางจิตใจ

เทคนิคนี้อาศัยการจดบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ผู้เขียนสร้างระยะห่างทางจิตใจกับประสบการณ์นั้น และช่วยลดภาระทางความคิดที่แบกรับอยู่

เอมิลีบอกว่า การถ่ายทอดความทุกข์ทางอารมณ์ออกมาผ่านตัวหนังสือช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย การเขียนเชิงระบายความรู้สึก เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนชั้น รอให้หยิบกลับมาเปิดอ่านอีกครั้งเมื่อพร้อม จะช่วยส่งสัญญาณไปยังสมองว่า “คุณไม่จำเป็นต้องแบกสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลาอีกต่อไป”

การจดบันทึกยังช่วยส่งเสริมกระบวนการรวมความทรงจำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สมองเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว ซึ่งเอมิลีบอกว่า กระบวนการเชื่อมโยงและจัดระเบียบประสบการณ์แบบนี้ ทำให้ผู้คนสามารถตีความประสบการณ์อันเจ็บปวดใหม่ และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น

เอมิลีบอกว่า ภาวะการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจากการเขียน ยังสะท้อนถึงกิจกรรมอันซับซ้อนภายในระบบประสาท ในการศึกษาด้วยการสแกนสมองพบว่า การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดสามารถช่วยควบคุมอารมณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นคำสบถ อีโมจิ หรือถ้อยคำที่เลือกสรรอย่างรอบคอบ ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น เนื่องจากช่วยให้การทำงานของอะมิกดะลา  ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคามและกระตุ้นปฏิกิริยาความกลัว เช่น สู้ หนี หยุดนิ่ง หรือเอาใจผู้อื่น ลดลง

ขณะเดียวกัน การเขียนยังกระตุ้นการทำงานของเปลือกสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตั้งเป้าหมายและการแก้ปัญหา สามารถช่วยเปลี่ยนจากการตอบสนองแบบอัตโนมัติ ไปสู่การตอบสนองอย่างมีสติ

เอมิลีบออกว่า แม้แต่การเขียนทั่วๆ ไปอย่างการจดรายการสิ่งที่ต้องทำ ก็สามารถกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผลและการตัดสินใจ ซึ่งช่วยให้เรากลับมามีสติได้อีกครั้ง

เธอบอกว่า นักวิชาการด้านการเขียนจำนวนมากตระหนักถึงความสำคัญของการเขียนว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของการคิด ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เรียนรู้ไม่จบสิ้น การเขียนจึงมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงจิตใจอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของเราเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการสร้างอัตลักษณ์นั้นขึ้นมาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การเขียนยังช่วยควบคุมสภาวะทางจิตใจ ซึ่งถ้อยคำที่เขียนลงเป็นหลักฐานของการควบคุมดังกล่าว เป็นร่องรอยที่บ่งบอกถึงความยืดหยุ่นทางจิตใจ

เอมิลียังเผยว่า มีเคล็ดลับที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัย ซึ่งอาจช่วยสร้างนิสัยการเขียนที่ส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจได้

เธอบอกว่า ให้เขียนด้วยลายมือทุกครั้งที่ทำได้ ซึ่งการเขียนด้วยลายมือแตกต่างจากการพิมพ์บนคีย์บอร์ดหรือแตะบนหน้าจอ เพราะต้องอาศัยการประสานงานของสมองมากกว่า ทำให้ความคิดช้าลง และเปิดโอกาสให้เราประมวลผลข้อมูล เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ และสร้างความหมายได้ดีขึ้น

เอมิลีแนะนำว่า ให้เขียนทุกวัน เริ่มจากสิ่งเล็กๆ และทำอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงจดบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น หรือแผนการที่กำลังคิดอยู่ ก็ช่วยนำความคิดออกจากหัวและลดการครุ่นคิดวนซ้ำได้

“เมื่ออารมณ์รุนแรงถาโถมเข้ามา ให้เขียนมันลงไปก่อน เก็บสมุดบันทึกไว้ใกล้ตัว และสร้างนิสัย เขียนก่อนพูด วิธีนี้ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างไตร่ตรอง และช่วยให้คุณลงมือทำด้วยความชัดเจนและมีเป้าหมาย” เอลมิลีบอก

เธอบอกว่า อย่าเพียงเขียนความรู้สึกของตนเอง แต่เขียนถึงคนหรือสถานการณ์ที่กำลังสร้างความทุกข์ใจให้ แม้แต่การเขียนจดหมายถึงตัวเองก็สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการปลดปล่อยความรู้สึก โดยไม่ต้องกังวลกับปฏิกิริยาของคนอื่น


ที่มา
The hobby that can rewire your brain and help you build resilience