งานวิจัยชี้ว่า “การคิดถึงความตาย” เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราเดินทางบนเส้นในการแสวงหาชีวิตที่ยืนยาว มีความสุข และมีสุขภาพดีได้ดีขึ้น
นพ.ไบรอัน คาร์เพนเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า มีผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มักหลีกเลี่ยงการยอมรับ การคิดถึง หรือการพูดถึงความตาย ซึ่งนั่นอาจทำให้พวกเขายิ่งหวาดกลัวความตาย และเตรียมตัวรับมือกับช่วงสุดท้ายของชีวิตได้แย่ลง
มีงานวิจัยในปี 2007 ที่การศึกษาว่าด้วยการตระหนักถึงความตายว่า อาจทำให้มนุษย์หันไปใส่ใจกับสิ่งที่สร้างอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น งานวิจัยพบว่า การคิดถึงความตายช่วยให้ผู้คนรับรู้และเชื่อมโยงกับอารมณ์เชิงบวกได้ดีขึ้น ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้รหนึ่งในปี 2017 เพื่อหาคำตอบว่า การพูดคุยเรื่องความตายส่งผลดีต่อสุขภาพหรือไม่? และพบว่า การพูดคุยเรื่องความตายมีความเชื่อมโยงกับการลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตายลง
พญ.อีริน เอเมอรี-ทิบูร์ซิโอ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ และศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัช ในชิคาโก บอกว่า เราอาจรู้สึกว่า “ความกลัวตาย” เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แต่ในความเป็นจริง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป
“การบอกว่า มนุษย์ทุกคนกลัวความตายนั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้กลัวจุดจบของชีวิต แต่คนส่วนใหญ่มักกลัว ‘ความทุกข์ทรมาน’ ที่อาจเกิดขึ้นก่อนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตมากกว่า” พญ.อีริน กล่าว
เธอบอกว่า ความกลัวส่วนหนึ่งอาจมาจากมุมมองเกี่ยวกับความแก่ชราและจุดจบของชีวิต เมื่อคนรุ่นใหม่แทบไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตหรือสร้างความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่ยังมีชีวิตชีวา ช่วงปลายของชีวิตจึงมักถูกมองเหมารวมว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด ความยากลำบาก และการสูญเสีย ซึ่งยิ่งผู้คนยึดติดกับความคิดที่ว่า ความแก่มีแต่ด้านลบ ประสบการณ์ของพวกเขาก็อาจยิ่งเลวร้ายลง
ในทางกลับกัน การมีมุมมองเชิงบวกต่อความแก่ชรา อาจส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น งานวิจัยสำคัญในปี 2002 เกี่ยวกับทัศนคติเชิงบวกต่อความชราที่สัมพันธ์กับอายุขัยที่ยืนยาวกว่า พบว่า ผู้ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการแก่ของตัวเอง มีแนวโน้มจะมีอายุที่ยืนยาวกว่า
พญ.อีริน อธิบายว่า การมองความแก่ในแง่บวก ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความยากลำบากของโรคภัยที่มากับการเสื่อมถอยของร่างกาย หรือการต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แต่มันคือการมองเห็นคุณค่าในประสบการณ์ชีวิตทั้งหมด ทั้งด้านที่มีความสุขและด้านที่เป็นทุกข์
“การสูญเสียคนรักย่อมเจ็บปวด และการเห็นคนที่คุณรักต้องทุกข์ทรมานก็เจ็บปวดเช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นโอกาสที่จะได้พูดทุกสิ่งที่คุณอยากพูด และเป็นโอกาสที่จะปล่อยวางสิ่งที่ไม่สำคัญสำหรับคุณอีกต่อไป” พญ.อีรินกล่าว
นพ.ไบรอันบอกว่า ไม่มีอะไรผิดหากเรารู้สึกกลัวการตายหรือความตาย แต่ขั้นต่อไปคือ การถามตัวเองว่า ‘แล้วเราจะทำอะไรกับความรู้สึกเหล่านั้น?’ และ ‘เราจะเปลี่ยนความกลัวนั้นให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายเชิงบวกได้อย่างไร?’
เขาบอกว่า ให้หันหน้าเข้าหาแทนที่จะหลีกหนี การกลัวที่จะพูดหรือคิดถึงความตาย อาจทำให้ผู้คนไม่พร้อมรับมือกับความตายทั้งในทางปฏิบัติและในเชิงปรัชญา
การเตรียมตัวสำหรับความตาย อาจหมายถึง การจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย พูดคุยกับคนรักเกี่ยวกับสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นหลังจากที่เราเสียชีวิต และใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับสิ่งที่มีความหมาย เพราะตระหนักดีว่า ชีวิตไม่ได้เป็นนิรันดร์
นพ.ไบรอันบอกว่า ในบางวัฒนธรรมและความเชื่อมีแนวทางชัดเจนสำหรับการพูดคุยเรื่องความตาย รวมถึงคำถามเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และกระบวนการรับมือกับความโศกเศร้าเนื่องจากความตาย และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพิธีศพและพิธีรำลึกถึงผู้ที่จากไปจึงมีความสำคัญ
“แม้พิธีเหล่านี้จะมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม แต่เป้าหมายก็คล้ายกัน คือ การยอมรับว่าความตายเกิดขึ้นจริง ทำให้มันเป็นเรื่องจริงในความรู้สึกของผู้คน และพาผู้คนมารวมตัวกันเพื่อระลึกถึงบุคคลนั้น รวมทั้งดูแลกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” นพ.ไบรอันกล่าว
นพ.ไบรอันบอกว่า การคิดถึงความตายโดยไม่จมดิ่งลงไปในความหวาดกลัว วิธีการหนึ่ง คือ “หยุดหลีกเลี่ยงมัน” หากสูญเสียใครบางคนให้เข้าหาชุมชน พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเอง หรือเข้าร่วมกลุ่มเยียวยาผู้สูญเสีย
หรือหากยังไม่เคยสูญเสียคนใกล้ชิด เขาแนะนำให้ลองเข้าร่วม Death Café ซึ่งเป็นกิจกรรมพูดคุยสาธารณะเกี่ยวกับความตาย ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สนทนาเรื่องชีวิตและความตายได้อย่างอิสระ
ที่มา
Want to be happier? You may need to think more about death