เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก จง ก๊วกบิง ในวัย 9 ขวบ เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น เมื่อพบว่า ขณะที่กำลังนั่งดูเพื่อนๆ แสดงคอนเสิร์ตวันชาติที่หอประชุมของโรงเรียน เขากลับมองสิ่งต่างๆ บนเวทีไม่เห็นเลย
ก๊วกบิง ได้รับการวินิจฉัยว่า ป่วยเป็น retinitis pigmentosa ซึ่งโรคทางพันธุกรรมหายาก ที่ทำให้เซลล์รับแสงในจอตาเสื่อมลงอย่างช้าๆ ส่งผลให้การมองเห็นลดลงเรื่อยๆ ในเวลานั้น แม้เขาจะยังไม่รู้จักชื่อของโรค แต่ก็เข้าใจทันทีว่า จะต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต
ในตอนนั้น การมองเห็นของเขายังไม่ได้แย่มาก เขายังอ่านหนังสือ เรียน และเดินในที่มืดได้ ก๊วกบิงบอกว่า จุดแข็งของเขาคือ การมีผลการเรียนดี ซึ่งทำให้เขามั่นใจว่า ‘โลกของเขายังไม่ได้พังทลายลง’
ในการสอบ เขาจะถูกแยกไปสอบในห้องแยกที่มีเพียงผู้คุมสอบ กระดาษข้อสอบและโจทย์ข้อสอบของเขาจะมีขนาดใหญ่กว่าคนอื่น โดยพิมพ์บนกระดาษขนาดเอ 3 และเขายังได้รับเวลาเพิ่มอีก 30 นาทีในการทำข้อสอบ
“ถ้าคุณให้เวลาผมเพิ่ม ผมก็ทำข้อสอบได้ดีขึ้น ผมเลยมีความสุขมาก” ก๊วกบิง บอก
ในการสอบของประถมศึกษาปลาย ก๊วกบิงทำคะแนนได้ 289 คะแนน น้อยกว่าคะแนนสูงสุดของประเทศเพียง 3 คะแนน
ก๊วกบิง เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมดันแมน และเรียนปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระหว่างที่เรียน เขาเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนๆ หลังจากเรียนจบ เขาสมัครเป็นครูสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่การมองเห็นของเขาเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
ก๊วกบิงเล่าวว่า เขาสอบผ่านการสัมภาษณ์แบบสบายมาก โดยผู้สอบสัมภาษณ์พูดทำนองว่า เขาจะได้งานสอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงขั้นตอนการตรวจร่างกาย เขากลับถูกปฏิเสธโดยที่ไม่มีการให้เหตุผล
“ผมก็งงนิดหน่อย เลยถามว่า คุณรู้ใช่ไหมว่า ผมมีความบกพร่องทางการมองเห็น แล้วเขาก็บอกว่า รู้สิ ไม่มีปัญหา!” ก๊วกบิง เล่า
จากนั้น โชคชะตาก็พาเขาเข้าสู่เส้นทางการศึกษาอยู่ดี แม้จะไม่ใช่ในแบบที่เขาคาดคิด ก๊วกบิง ได้งานฐานะผู้ฝึกสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางการมองเห็นแห่งสิงคโปร์ ในการช่วยให้ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็นเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีช่วยเหลืออื่นๆ พร้อมทั้งให้ความรู้แก่คนทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ที่บกพร่องด้านการมองเห็น

จง ก๊วกบิง ผู้จัดการศูนย์เทคโนโลยี Tech Able ที่ SG Enable
ปัจจุบัน ก๊วกบิง ในวัย 44 ปียังคงทำบทบาทด้านการให้ความรู้ที่ SG Enable หน่วยงานหลักในสิงคโปร์ที่ส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเรียนรู้ ทำงาน และใช้ชีวิตได้ในสังคมที่เปิดกว้างและอย่างเท่าเทียม โดยเขาเป็นผู้จัดการของศูนย์เทคโนโลยี Tech Able ที่มีเป้าหมายสร้างความตระหนักและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตผู้พิการ
นอกจากนี้ เขายังมีหน้าที่ทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และเป็นที่ปรึกษาให้กับนักพัฒนา นักออกแบบ และผู้ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาให้คำปรึกษาในโครงการหุ่นยนต์สุนัขนำทาง ที่จะช่วยให้ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถเดินทางได้อย่างอิสระ ซึ่งหุ่นยนต์สุนัขนำทางนี้มีกำหนดให้ใช้งานได้ในช่วงไตรมาสสามของปีนี้
นอกจากการให้ความรู้กับสาธารณชนแล้ว ก๊วกบิง ยังมีส่วนผลักดันสาธารณูโภคพื้นฐานที่เป็นมิตรกับคนพิการ เช่น สัญญาณไฟจราจรแบบมีเสียงตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งทางม้าลายให้กับผู้พิการทางสายตา และเส้นนำทางบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา
ก๊วกบิงบอกว่า เขาเชื่อว่า หากสังคมสิงคโปร์จะก้าวไปสู่การเป็น “สังคมที่โอบรับทุกคน” อย่างแท้จริง ผู้พิการก็ต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิและแสดงบทบาทของตัวเอง เขาบอกว่า เหตุผลที่สิงคโปร์ยังไม่ใช่สังคมที่โอบรับผู้พิการ เพราะผู้คนยังไม่เห็นผู้พิการมากพอ
“เราต้องออกไปและทำให้ตัวเองถูกมองเห็น จนสังคมรู้สึกเบื่อพวกเรา นั่นแหละถึงจะเกิดความก้าวหน้า เพราะคนอื่นจะเริ่มตระหนักว่าผู้พิการก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป” ก๊วกบิงกล่าว
เขาบอกว่า จะต้องมีผู้พิการร่วมในโต๊ะสนทนา เมื่อมีการพูดคุยเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ และขอให้คนที่ร่างกายสมบูรณ์ ไม่มองเพียงแค่ความแตกต่างอันเนื่องจากความพิการ แต่ขอให้มองที่ความเหมือนที่เหมือนกัน
“พวกเรามีความซับซ้อนไม่ต่างจากคุณ เราไม่ได้ซับซ้อนกว่า แค่ซับซ้อนเท่ากัน เราก็เหมือนกับคุณ” ก๊วกบิงกล่าว