Skip to main content

 

นิยามใหม่ของ “โรคอ้วน” ในสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ชาวอเมริกันมากถึง 2 ใน 3 เข้าข่ายเป็นโรคอ้วน หรือมีคนที่เข้าข่ายโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 2 เท่า

ดัชนีมวลกาย หรือ BMI ถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการระบุภาวะ “ความอ้วน” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยคำนวณจากส่วนสูงและน้ำหนัก เพื่อประเมินปริมาณไขมันในร่างกาย แต่งานวิจัยฉบับใหม่ เสนอให้มีการปรับนิยามของโรคอ้วน โดยเพิ่มข้อมูลไขมันในร่างกายและสถานะสุขภาพควบคู่ไปกับ BMI

การศึกษาดังกล่าวทำโดยทีมนักวิจัยจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งพบว่า การใช้ BMI เพียงอย่างเดียวอาจทำให้การประเมินจำนวนของคนวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐที่เป็นโรคอ้วนต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก

นิยามใหม่ของโรคอ้วน ซึ่งรวมขนาดของรอบเอวเข้าไปด้วย ทำให้ทีมวิจัยพบว่า คนวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐเกือบร้อยละ 75 อาจเข้าเกณฑ์เป็น “โรคอ้วน” ขณะที่ใช้เมื่อ BMI เพียงอย่างเดียว จะพบคนที่เข้าเกณฑ์เพียงร้อยละ 40

รายงานการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ทีมวิจัยใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติที่จัดทำโดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ วิเคราะห์ข้อมูลจากคนวัยผู้ใหญ่มากกว่า 14,000 คนระหว่างปี 2017 ถึง 2023 โดยใช้นิยามโรคอ้วนแบบใหม่ที่คณะกรรมการนิตยสารการแพทย์ Lancet เสนอ

ผลการศึกษาพบว่า คนวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐราวร้อยละ 75.2 เข้าข่ายเป็น “โรคอ้วน” เมื่อใช้ BMI ร่วมกับการวัดสัดส่วนร่างกายเพิ่มเติม โดยเทียบกับการใช้ BMI เพียงอย่างเดียว จะพบว่ามีผู้เข้าข่ายโรคอ้วนเพียงร้อยละ 40และพบด้วยว่า คนวัยผู้ใหญ่เกือบร้อยละ 40 ที่มีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ กลับมีไขมันในร่างกายเกินเกณฑ์

งานวิจัยยังพบว่า โรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตามอายุ และพบมากกว่าในกลุ่มคนวัยผู้ใหญ่เชื้อสายฮิสแปนิก โดยมีอัตราใกล้ของผู้เป็นโรคอ้วนเคียงกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

แพทย์หญิงฟาติมา สแตนฟอร์ด รองศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์ จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล  ซึ่งไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ บอกว่า ผลการศึกษาช่วยสะท้อนให้เห็นขนาดของปัญหาโรคอ้วนในสหรัฐได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากและเป็นโรคเรื้อรังที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ทีมวิจัยระบุว่า เนื่องจากคนวัยผู้ใหญ่เกือบทั้งหมดที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มคนเป็นโรคอ้วนภายใต้นิยามใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์เฉพาะตามช่วงอายุเพิ่มเติมเข้ามาด้วย ทีมวิจัยเสนอว่า การนำการวัดรอบเอวเข้ามาใช้ร่วมกับ BMI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจพบโรคอ้วนได้ ขณะเดียวกัน เนื่องจากเกณฑ์ใหม่มีแนวโน้มจะทำให้ตัวเลขของโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จึงควรมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะนำไปใช้อย่างแพร่หลายในวงกว้าง


ที่มา
75% of US adults may meet criteria for obesity under new definition, study finds