Skip to main content

สรุป

  • ชนวนการต่อสู้นองเลือดระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ปี 2564 เกิดจากหลายเหตุการณ์ แต่ทำให้เกิดการปะทะรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุดในรอบกว่า 7 ปี

  • นักวิเคราะห์ระบุความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวพัน 'แผนสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์' ฉบับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกวิจารณ์มาตั้งแต่ต้นว่าเอื้อประโยชน์ให้ฝั่งอิสราเอล และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้นำปาเลสไตน์

  • อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ไม่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ (1) การปล่อยให้สหรัฐฯ  มีบทบาทนำในตะวันออกกลาง (2) กลุ่มประเทศอาหรับไม่มีเอกภาพ และไม่ได้สนับสนุนปาเลสไตน์เหมือนในอดีต (3) ปาเลสไตน์ขัดแย้งกันเองภายใน ระหว่างรัฐบาลในเวสต์แบงก์กับกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซา (4) รัฐบาลอิสราเอลไม่มีเสถียรภาพ

กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศดินแดนปาเลสไตน์ ฝั่งฉนวนกาซา เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2564 มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยราว 188 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์ รวมเด็ก 58 ราย และ 10 รายเสียชีวิตในฝั่งอิสราเอล จากการยิงจรวดของกลุ่มติดอาวุธในฉนวนกาซา

กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงว่า แรงงานชาวไทยถูกลูกหลงบาดเจ็บ 1 ราย แต่ได้รับความช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว อีกทั้งเจ้าหน้าที่การทูตของไทยจะให้การดูแลต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ ‘สิทธิโชค นาน้ำ’ วัย 24 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานีที่ไปทำงานในอิสราเอลตั้งแต่ปี 2560

ขณะที่เว็บไซต์ Haaretz สื่ออิสราเอล รายงานว่าการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ระลอกใหม่ เป็นความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ เพราะกองกำลังป้องกันตนเอง (IDF) ของอิสราเอล ประกาศว่าจะโจมตีทางอากาศกลุ่มติดอาวุธในฉนวนกาซาต่อไป และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ย้ำว่าจะตอบโต้กลับอย่างเต็มที่

ชนวนเหตุปะทะรุนแรงครั้งนี้เริ่มจากศาลฎีกาอิสราเอลมีคำพิพากษาเมื่อ 1 พ.ค.ให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 6 ครอบครัวย้ายออกจากย่านชีคจาราห์ (Sheik Jaraah) บริเวณเยรูซาเลมตะวันออก โดยระบุว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าจะมีตัวแทนฝ่ายการเมืองของหลายประเทศ รวมถึงองค์กรสากลด้านสิทธิมนุษยชนร่วมลงนามคัดค้านคำตัดสินดังกล่าวก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวปาเลสไตน์ประท้วงที่บริเวณชายแดนอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และปะทะกับกลุ่มผู้มีเชื้อสายยิวที่มีแนวคิดชาตินิยมซึ่งรวมตัวต่อต้านชาวปาเลสไตน์

หลังจากนั้น ตำรวจอิสราเอลยังได้บุกเข้าไปที่มัสยิดอัล-อักซอ ช่วงที่ชาวมุสลิมกำลังประกอบพิธีทางศาสนา โดยตำรวจอิสราเอลบังคับปิดลำโพงที่ใช้ในพิธีทางศาสนา สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ จนเกิดเหตุปะทะและมีผู้บาดเจ็บราว 300 ราย ทำให้กลุ่มติดอาวุธในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์ ทั้งฮามาสและกลุ่มอื่นๆ ยิงจรวดโจมตีฝั่งอิสราเอล และกองทัพอิสราเอลได้นำกำลังเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศดินแดนปาเลสไตน์เมื่อ 10 พ.ค.

Aljazeera รายงานว่า การโจมตีทางอากาศของไอดีเอฟล่าสุดเมื่อวันที่ 15-16 พ.ค. ทำให้กลุ่มเด็กเสียชีวิต และอาคารที่เป็นสำนักงานของสื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงอัลจาซีราและเอพี ถูกถล่มพังยับเยิน ส่วนเว็บไซต์สารสนเทศของยูเอ็นระบุว่า ความเสียหายจากการปะทะครั้งนี้ ‘ร้ายแรง’ และ ‘อันตอนิยู กูแตร์รีช’ เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ผ่อนปรนสถานการณ์ตึงเครียด และลดการใช้กำลังอาวุธด้วยกันทั้งคู่

Royalty-free stock photo ID: 1971862577 Fire billow from Israeli air strikes in Rafah the southern Gaza Strip, controlled by the Palestinian Islamist movement Hamas. May 11, 2021. Photo by Abed Rahim Khatib

‘ข้อตกลงอับราฮัม’ ร่างแผนสันติภาพที่ทำให้ขัดแย้งยิ่งกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค.2563 รัฐบาล ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลำดับที่ 45 ร่วมลงนามกับรัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซูดาน โมร็อกโก บาห์เรน ให้การรับรอง ‘ข้อตกลงอับราฮัม’ (Abraham Accord) ซึ่งถูกสื่อตะวันตกเรียกว่า ‘แผนสันติภาพฉบับทรัมป์’ (Trump Peace Plan) โดยระบุว่าเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศที่นำสันติภาพสู่ตะวันออกกลาง และเปิดทางให้อิสราเอลและปาเลสไตน์ยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

สำนักข่าว USA News ระบุว่า ข้อตกลงอับราฮัมให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศอาหรับที่สนับสนุนปาเลสไตน์ โดยปัจจัยหนึ่งที่เป็น ‘จุดขาย’ คือการระบุว่าประเทศเหล่านี้จะเข้าถึง ‘มัสยิดอัล-อักซอ’ สถานที่สำคัญของผู้นับถือศาสนาอิสลามในเยรูซาเลมตะวันออก ได้อย่างสะดวกขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ข้อตกลงนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการขายฝันเพราะ ‘รัฐบาลปาเลสไตน์’ ซึ่งเป็นคู่กรณีที่สำคัญของอิสราเอล ปฏิเสธข้อตกลงนี้อย่างสิ้นเชิง

แม้รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะพยายามบอกว่าแผนสันติภาพฉบับนี้ดีกว่าและทันสมัยกว่า ‘ข้อตกลงออสโล’ (Oslo Accord) ที่มีรัฐบาลนอร์เวย์เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาทางลับที่กรุงออสโล และประธานาธิบดี ‘บิล คลินตัน’ อดีตผู้นำสหรัฐฯ เป็นตัวกลางจัดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวเมื่อปี 2536 แต่ผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลางชี้ว่าคำกล่าวอ้างของทรัมป์เป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อ และยิ่งทำให้กลุ่มประเทศอาหรับแตกแยกกัน เพราะทรัมป์ตัดตอนไปคุยกับประเทศที่หนุนหลังปาเลสไตน์ แต่ไม่ยอมคุยกับรัฐบาลปาเลสไตน์ ทั้งยังมีเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้กับอิสราเอลมากกว่า

ข้อตกลงออสโลสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาแบบ 2 รัฐ หรือ Two State Solution ที่ระบุว่าทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (right to self-determination), คืนอำนาจปกครองตนเองในฉนวนกาซาให้แก่ปาเลสไตน์ แลกกับการที่องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ยุติการใช้อาวุธและการก่อการร้ายโจมตีอิสราเอล

ขณะที่ข้อตกลงอับราฮัมของทรัมป์สนับสนุนการตั้งที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองหลังสงครามหกวัน เช่น เยรูซาเลมตะวันออก ทำให้ศาลอิสราเอลพิพากษาให้ชาวปาเลสไตน์หลายครัวเรือนออกจากบริเวณดังกล่าวทั้งที่อาศัยอยู่มานานหลายอายุคนแล้ว

Royalty-free stock photo ID: 1970678891 Palestinian protesters clash with Israeli troops along the Israel-Gaza border, in the east of the town of Khan Yunis, in the south of the Gaza Strip, on May 9, 2021. Photo by Abed Rahim Khatib
ปัจจัยขวางทางสันติภาพ 'อิสราเอล-ปาเลสไตน์'

แม้ข้อตกลงออสโลจะนำไปสู่การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลอิสราเอลและผู้นำขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้สำเร็จ และมีแนวโน้มจะเกิดสันติภาพตะวันออกกลาง แต่หลังจากนั้นไม่นาน ‘ยิตซัก ราบิน’ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ลงนามร่วมกับผู้นำกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก็ถูกผู้มีแนวคิดชาตินิยมขวาจัดลอบสังหารเสียชีวิตในปี 2538

ด้วยเหตุนี้ การเจรจาข้อตกลงออสโลครั้งที่ 2 ในปี 2544 จึงล้มเหลว เพราะ ‘ยัสเซอร์ อาราฟัต’ ผู้นำ PLO ไม่ยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐฯ และหลังจากนั้น 4 ปี อาราฟัตก็เสียชีวิต ทำให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มปาเลสไตน์ด้วยกันเอง แม้หลังจากนั้นจะมีความพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลางอีกเรื่อยๆ ก็มักประสบความล้มเหลว ซึ่งมีบทวิเคราะห์ว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลักๆ 4 ประการ

• บทบาทสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นกลาง แต่ค่อนไปทาง 'อิสราเอล'

เว็บไซต์ The New York Times รายงานว่า ข้อตกลงอับราฮัมในรัฐบาลทรัมป์ ถูกร่างขึ้นโดย ‘จาเร็ด คุชเนอร์’ ลูกเขยนักธุรกิจของ ปธน.ทรัมป์เอง โดยมีการประชาสัมพันธ์ว่า ข้อตกลงนี้จะสนับสนุนการลงทุนจ้างงานในปาเลสไตน์เป็นเงินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเศรษฐกิจของปาเลสไตน์ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าแผนการลงทุนดังกล่าวจะบริหารจัดการทรัพยากรกันอย่างไร

ขณะที่ ‘เจสัน กรีนแบล็ต’ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทูตในตะวันออกกลางที่ดำรงตำแหน่งในสมัยรัฐบาลทรัมป์ วิจารณ์ว่าข้อตกลงอับราฮัมเอื้อประโยชน์กับฝั่งอิสราเอลมากกว่า ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ทรัมป์อนุมัติให้ย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเลม และการลงมติรับรองเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอล ทั้งที่เยรูซาเลมควรจะต้องเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวปาเลสไตน์จะรวมตัวคัดค้านแผนนี้ตั้งแต่ต้น

ส่วน 'โจ ไบเดน' ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เคยแถลงว่าจะสนับสนุนการเจรจาในกรอบของข้อตกลงอับราฮัมต่อไป และยังไม่มีแผนจะพิจารณาทบทวนรายละเอียดใดๆ

• กลุ่มประเทศอาหรับไม่ได้รวมตัวกันเข้มแข็งเหมือนก่อน

ในสมัยที่อิสราเอลเพิ่มเริ่มก่อตั้งประเทศ กลุ่มชาติอาหรับยังมีเอกภาพและปกป้องผู้คนเชื้อสายอาหรับในดินแดนปาเลสไตน์อย่างแข็งขัน แต่หลังจากที่ ‘อิหร่าน’ และกลุ่มติดอาวุธที่อ้างศาสนาอิสลามเคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรงในหลายประเทศแถบตะวันออกกลางช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชาติอาหรับที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้จึงหันไปร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ อย่าง 'อิสราเอล' ที่เคยสู้รบกันมาก่อน สะท้อนได้จากการที่บาห์เรน ยูเออี โมร็อกโก ซูดาน ยอมลงนามสนับสนุนข้อตกลงอับราฮัมของทรัมป์ และซาอุดีอาระเบียที่เป็นประเทศทรงอิทธิพลในกลุ่มชาติอาหรับไม่ได้คัดค้านอะไร

• ความแตกต่างทางอุดมการณ์ของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์

หลังจาก ‘ยัสเซอร์ อาราฟัต’ เสียชีวิต กลุ่ม PLO ก็กลายเป็นคณะผู้บริหารดินแดนปาเลสไตน์ (PA) แต่เมื่ออยู่ในอำนาจมายาวนานหลายปี รัฐบาลปาเลสไตน์ก็เสื่อมความนิยม ทั้งยังถูกวิจารณ์ว่าทุจริตและอ่อนแอ ไม่ได้ช่วยให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น เพราะต้องต่อรองกับรัฐบาลอิสราเอลและสหรัฐฯ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโต้การยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล โดยกลุ่ม 'ฮามาส' (Hamas) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากจากการประกาศต่อต้านคอร์รัปชันในรัฐบาลปาเลสไตน์ ทั้งยังใช้กลยุทธ์โจมตีอิสราเอลด้วยความรุนแรง ทำให้ผู้นำกลุ่มฮามาสได้รับเลือกให้ขึ้นมาบริหารรัฐบาลปาเลสไตน์เมื่อปี 2549  แต่ถูกสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรคว่ำบาตร ไม่รับรองชัยชนะ ทำให้ฮามาสถูกขับไปอยู่ฉนวนกาซาแทน เกิดเป็นความแตกแยกระหว่างรัฐบาลเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ทำให้ปาเลสไตน์ขาดความเป็นเอกภาพ

• รัฐบาลอิสราเอลขาดเสถียรภาพ – ไร้ผู้ผลักดันแผนสันติภาพ

‘เบนจามิน เนทันยาฮู’ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน เป็นเพียงผู้นำรักษาการ เพราะการเมืองอิสราเอลก็เผชิญกับวิกฤตเช่นกัน ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลเนทันยาฮู ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกฯ มาแล้ว 5 สมัย แต่ก็เผชิญกับข้อกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชัน

ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่จัดมาแล้ว 4 ครั้งในช่วงเวลาแค่ 2 ปี ไม่มีพรรคไหนที่ได้คะแนนเสียงข้างมากจนสามารถนำการจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งยังเกิดโรคโควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากยิ่งขึ้น มีการรวมตัวประท้วงรัฐบาลหลายครั้ง รัฐบาลอิสราเอลจึงไม่เห็นว่าการเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์เป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วน

Al Aqsa Mosque/ Pixabay

ไทม์ไลน์ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ เรื่องใหญ่ในตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี รวมถึงยุคสงครามศาสนา แต่ความขัดแย้งที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน สาวกลับไปถึงต้นทางในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งดินแดนปาเลสไตน์ยังอยู่ใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร มีการอพยพผู้มีเชื้อสายยิวจากที่ต่างๆ มายังดินแดนแห่งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการอพยพชาวยิวมายังพื้นที่แห่งนี้ คือ ขบวนการไซออนิสต์ที่สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมของคนเชื้อสายยิว แต่กลุ่มนี้สร้างความไม่พอใจแก่ประเทศอาหรับที่อยู่โดยรอบ

จนกระทั่งปี 2490 (ค.ศ.1947) สหราชอาณาจักรจะถอนตัวจากดินแดนปาเลสไตน์ สมัชชาสหประชาชาติ (UN) จึงมีมติรับรองแผนจัดสรรดินแดนยิว-ปาเลสไตน์ โดยเสนอให้แบ่งพื้นที่กันระหว่างกลุ่มผู้มีเชื้อสายยิวและกลุ่มชาวอาหรับที่อยู่ในดินแดนมานานหลายอายุคนจนถึงช่วงที่อยู่ใต้อาณัติของสหราชอาณาจักร

แผนของยูเอ็นเสนอให้เยรูซาเลมเป็นนครสากล ในฐานะที่เป็นทั้งนครศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาคริสต์ ยูดาห์ และอิสลาม แต่กลุ่มชาติอาหรับในขณะนั้นไม่เห็นด้วย เมื่อกลุ่มชาวยิวประกาศก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในวันที่ 14 พ.ค.2491 อียิปต์ จอร์แดน อิรัก ซีเรีย และเลบานอน ได้ส่งทหารบุกไปยังดินแดนปาเลสไตน์เพื่อต่อสู้กับอิสราเอล และลุกลามกลายเป็น ‘สงครามอาหรับ-อิสราเอล’ ซึ่งกินเวลานาน 2 ปี

หลังจบสงครามอาหรับ-อิสราเอล อียิปต์ยึดพื้นที่ฉนวนกาซา และจอร์แดนยึดเวสต์แบงก์ แต่สงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอลปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2510 ซึ่งคราวนี้ถูกเรียกว่า ‘สงครามหกวัน’ เพราะอิสราเอลเอาชนะกองกำลังของชาติอาหรับได้ในเวลา 6 วัน และเป็นฝ่ายยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ได้ ทั้งเวสต์แบงก์, เยรูซาเลมตะวันออก, ฉนวนกาซา, ที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) ซึ่งเชื่อมต่อกับซีเรีย และแหลมไซนายซึ่งติดอียิปต์ แต่ผลพวงจากสงครามครั้งนั้น ทำให้ชาวอาหรับในดินแดนปาเลสไตน์ยากลำบากขึ้น เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยมานานกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสราเอล ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนชาวยิวมากกว่า

Rodolfo Quevenco/ Pixabay

แม้จะมีการทำสงครามระหว่างอาหรับ-อิสราเอลอีกครั้งในปี 2516 (สงครามยมคิปปูร์) แต่ชาติอาหรับก็ไม่อาจยึดดินแดนปาเลสไตน์มาได้ และในปีต่อมาอิสราเอลยังนำกำลังบุกเลบานอน รวมถึงสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิสราเอลของผู้คนในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งมีการลุกฮือครั้งใหญ่ จนกระทั่งชาวปาเลสไตน์ก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล โดยหลายกลุ่มถูกแปะฉลากว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

กลุ่มติดอาวุธยุคแรกเริ่มคือองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่เคยมีอิทธิพลอย่างมาก แต่ต้องวางอาวุธไปหลังจากมีข้อตกลงออสโล และให้พรรคฟาตาห์ (Fatah) ที่เป็นปีกการเมืองเข้าไปมีบทบาทในการปกครองเขตเวสต์แบงก์แทน ขณะที่กลุ่ม ‘ฮามาส’ (Hamas) ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงออสโล จึงไม่ได้เข้าร่วมเจรจา แต่ถือว่าได้รับความนิยมจากชาวปาเลสไตน์จนได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากในสภาบริหารปาเลสไตน์ปี 2549 

ทว่าฮามาสถูกวิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกเป้าหมาย เกี่ยวพันกับการลักพาตัวและทำร้ายพลเรือนอิสราเอล รวมถึงใช้วิธีโจมตีพื้นที่สาธารณะ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ฮามาสจึงถูกสหรัฐฯ และสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลปาเลสไตน์ภายใต้การนำของกลุ่มฮามาส ทำให้ 'มาห์มุด อับบาส' ประธานาธิบดีปาเลสไตน์แห่งพรรคฟาตาห์ ยึดอำนาจและขับไล่ฮามาสไปจากเวสต์แบงก์ ทำให้ฮามาสย้ายไปที่ฉนวนกาซา

ส่วนความขัดแย้งระลอกใหม่มีหลักฐานว่าฮามาสเปิดฉากยิงจรวดโจมตีฝั่งอิสราเอลก่อน แต่จรวดที่ฮามาสยิงถูกระบบป้องกันขีปนาวุธของอิสราเอลทำลายไปได้เกือบหมด และมีพลเรือนฝั่งอิสราเอลเสียชีวิตราว 10 ราย จึงมีผู้โต้แย้งว่าแสนยานุภาพทางทหารของกลุ่มติดอาวุธในปาเลสไตน์ไม่อาจเทียบเท่ากองทัพอิสราเอล และไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับฝั่งอิสราเอลได้มากนัก ต่างกับการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลที่ไม่เลือกเป้าเช่นกัน แต่กลับทำให้พลเรือนในดินแดนปาเลสไตน์ได้รับผลกระทบเกือบ 200 รายแล้ว ทั้งบาดเจ็บล้มตาย รวมถึงเด็กนับสิบรายที่เสียชีวิตเพราะบ้านเรือนถูกโจมตี