Skip to main content

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่13/2563 กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านจำนวน 51 คนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าความเป็นสมาชิกภาพผู้แทนราษฎรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา101(6) ประกอบมาตรา 98(10) และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา160(6) และมาตรา98 (10) หรือไม่ จากกรณีประเทศศาลแขวงนิวเซาท์เวลส์ ในเครือรัฐออสเตรเลีย ได้มีคำพิพากษา เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2537 ว่า ร.อ.ธรรมนัส มีความผิดฐานนำเข้าและค้ายาเสพติดสั่งจำคุก 6 ปี แต่จำคุกจริง 4 ปี ก่อนเนรเทศกลับประเทศไทย ร.อ.ธรรมนัสจึงเข้าข่ายเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรีหรือไม่นั้น
      
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และส.ส.พระเยา เขต1ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ระบุเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 101 บัญญัติว่าสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลงเมื่อ (6) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 บัญญัติว่าบุคคลต่อไปนี้มีลักษณะต้องห้าม (10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออกหรือ ผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยพนัน ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ หรือเจ้าสำนัก กฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงินศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือเรียกสำเนาคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2537 และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลียเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2538 และเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทั้ง 3 คนไม่สามารถส่งสำเนาเอกสารคำพิพากษาดังกล่าวและเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งราชการรับรองสำเนาถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดพะเยา เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ และดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ก่อนลงสมัคร ส.ส. ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่าเคยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย

ประเด็นที่ 1 สมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(10)หรือไม่ เมื่อใดนั้น มีข้อต้องพิจารณาก่อนว่าคำว่า เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10) อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. นั้น หมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้นหรือไม่ เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 1 บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ครม.และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ วรรค 2 บัญญัติว่ารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐต้องปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมจากบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง อำนาจอธิปไตยอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยคือ มีความเด็ดขาด สมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรืออยู่ภายใต้อำนาจของรัฐอื่น

อำนาจอธิปไตยแยกตามลักษณะหน้าที่เป็น 3 ส่วนได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ โดยการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นการใช้อำนาจตุลาการอันเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยย่อมต้องไม่ตกอยู่ในอาณัติ หรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น หลักการปกครองของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีหลักการสำคัญคือ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และไม่ถูกประเทศอื่นแทรกแซงกิจการภายในของตน โดยไม่มีการทำข้อตกลง ยินยอม ดังนั้นการบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศก็ดี การตีความให้คำพิพากษาของศาลต่างประเทศมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาลไทยจึงไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

ตามหลักอธิปไตยของรัฐ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำพิพากษาของศาลรัฐใดก็จะมีผลในดินแดนของรัฐนั้น ในบางกรณีรัฐใดรัฐหนึ่งอาจให้คำรับรอง คำพิพากษาของศาลอักรัฐหนึ่ง และอาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้นได้ แต่ต้องมีการทำสนธิสัญญารับรองและบังคับตามคำพิพากษาตามหลักการต่างตอบแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางคดีเพ่ง คดีครอบครัวและคดีมรดก สำหรับคดีอาญาอาจได้รับการยอมรับพิจารณาบ้างในกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือการโอนนักโทษโดยมีเงื่อนไขสำคัญตามหลักการต่างตอบแทนในสนธิสัญญาว่ารัฐภาคีต้องผูกพันธ์ที่จะเคารพและปฎิบัติตามผลของคำพิพากษาของอีกรัฐภาคหนึ่งด้วย ดังนั้นทั้งหลักการและหลักปฎิบัติของรัฐเกี่ยวกับการใช้อำนาจตุลาการจึงได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ เพื่อยืนยันหลักความเป็นอิสระของตุลาการและความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา

เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีการกล่าวถึงคำพิพากษาจึงต้องหมายถึงคำพิพากษาของศาลแห่งรัฐหรือประเทศนั้นๆ เท่านั้น ไม่หมายรวมถึงคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ตามกฎหมายอาญาของแต่ละประเทศการกระทำที่เป็นความผิดองค์ประกอบของการกระทำความผิด ฐานความผิด และเงื่อนไขการลงโทษ ไว้แตกต่างกันโดยการกระทำอย่างเดียงกันกฎหมายของบางประเทศอาจกำหนดให้เป็นความผิดแต่กฎหมายของไทยอาจไม่กำหนดให้เป็นความผิดก็ได้ อีกทั้งหากตีความว่า เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดหมายรวมถึง คำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วยอาจทำให้ไม่สามารถกลั่นกรองหรือตรวจสอบความชอบด้วยหลักนิติธรรมของกระบานการพิจารณาของศาลต่างประเทศดังกล่าว และขัดต่อหลักการต่างตอบแทน กล่าวคือ ศาลต่างประเทศไม่ต้องบังคับหรือยอมรับคำพิพากษาของศาลไทย ทำให้อำนาจอธิปไตยทางศาลของไทยถูกกระทบกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงนิวเซาท์เวล เครือรัฐออสเตรเลียก่อนลงสมัคร ส.ส. แต่มิใช่คำพิพากษาของศาลไทย จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา98(10) สมาชิกสภาพ ส.ส. ของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (6) ประกอบมาตร98(10) รวมทั้งความเป็นรัฐมนตรีก็ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 1(4) ประกอบมาตรา 160(6) ด้วย