Skip to main content

 

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม ของวุฒิสภา เผยข้อมูลที่สะท้อนถึงช่องว่างทางการศึกษาของคนพิการในประเทศไทย โดยระบุว่า มีคนพิการสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช./ปวส. และปริญญาตรีรวมกันเพียงประมาณร้อยละ 4

พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง กล่าวในการเสวนา “อาสาพาน้องเข้าเรียน” ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมอาคารรัฐสภาว่า ประเทศไทยยังเผชิญช่องว่างทางการศึกษาของคนพิการอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี 2569 พบว่า ประเทศไทยมีผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนและได้รับบัตรประจำตัวคนพิการแล้วราว 2.3 ล้านคน แม้จะมีคนพิการที่เข้าถึงการศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นจำนวนมาก แต่มีผู้ที่สามารถศึกษาต่อจนถึงระดับอุดมศึกษาเพียงประมาณ 50,000 คน หรือน้อยกว่าร้อยละ 4

รองประธานวุฒิสภาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะการพาเด็กเข้าสู่โรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของระบบการศึกษาในการสนับสนุนให้เด็กพิการเรียนต่อได้ตามศักยภาพจนสำเร็จการศึกษา มีทักษะสำหรับประกอบอาชีพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้

ศาสตราจารย์ ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “เด็กพิการกับโอกาสทางการศึกษา: ปัญหา ช่องว่าง และความท้าทายของประเทศไทย” ว่า ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีคนพิการในประเทศไทยที่สำเร็จการศึกษาระดับปวช./ปวส. 55,457 คน คิดเป็นร้อยละ 2.45 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 46,346 คน คิดเป็นร้อยละ 2.05

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและนโยบายรับรองสิทธิทางการศึกษาของคนพิการ รวมถึงสิทธิในการเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ในทางปฏิบัติยังพบอุปสรรคสำคัญ ทั้งความไม่พร้อมของสถานศึกษา การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ข้อจำกัดด้านสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อน ทำให้เด็กพิการและครอบครัวจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่มีอยู่ได้อย่างแท้จริง

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่

1. เปิดฐานข้อมูลกลางสถานศึกษาเรียนรวมทั่วประเทศ (Inclusive School Directory) จัดทำฐานข้อมูลกลางของสถานศึกษาทุกสังกัดที่มีความพร้อมรับนักเรียนพิการ โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นอย่างเป็นระบบ  

2. จัดตั้งระบบจับคู่สถานศึกษาและศูนย์ช่วยเหลือแบบจุดเดียว (School Matching & Helpdesk) พัฒนาระบบเชิงรุกสำหรับประสานและจับคู่เด็กพิการกับสถานศึกษาที่เหมาะสมและอยู่ใกล้บ้าน

3. ยกระดับความพร้อมของสถานศึกษาใกล้บ้าน (On-site School Support) สนับสนุนอย่างเป็นระบบ

4. สร้างเครือข่ายสนับสนุนการศึกษาแบบเรียนรวมผ่านระบบดิจิทัล (Digital Support Community)พัฒนา Inclusive Education Hub เป็นศูนย์กลางการให้คำปรึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ระบุว่า โครงการ “อาสาพาน้องเข้าเรียน” จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเด็กพิการ ครอบครัว สถานศึกษา และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยผลจากการดำเนินงานจะไม่หยุดอยู่เพียงการช่วยเหลือเด็กเป็นรายกรณี แต่จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อค้นหาปัญหาเชิงระบบและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับประเทศทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลเชิงลึกจากการเสวนา เสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดกลไกบูรณาการระหว่างกระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตลอดจนกำหนดเป้าหมาย งบประมาณ และตัวชี้วัดร่วมกันอย่างชัดเจน 

ในปี 2569 โครงการ “อาสาพาน้องเข้าเรียน” จะขยายการช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนพิการสามารถเข้าถึงสถานศึกษาที่เหมาะสมและเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง 

ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ประสบปัญหาในการสมัครเข้าเรียน การประสานสถานศึกษา หรือการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา สามารถติดต่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้ที่ มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ Art for All ที่ โทรศัพท์ 099-285-3446 หรือ 062-645-3639