Skip to main content

 

รายงานวิชาการเผย ปัจจุบันคนไทยมากกว่า 1.6 ล้านคน มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสัดส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นทุกปี

รายงาน Beyond the Burden: The Impact of Atrial Fibrillation in Asia Pacific ซึ่งนำเสนอในงานประชุมวิชาการของสมาคมจังหวะการเต้นของหัวใจแห่งเอเชียแปซิฟิก (APHRS) ระบุว่า ปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีผู้มีภาวะ "หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว" หรือ Atrial Fibrillation (AF) รวมมากกว่า 16 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 72 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้ป่วยในยุโรปและอเมริกาเหนือรวมกัน

รายงานเผยว่า ประเทศไทย มีผู้เผชิญภาวะ AF มากกว่า 1.6 ล้านคน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสัดส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ที่มีภาวะ AF เพิ่มราว 1.4 ล้านคน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ AF ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น 1.8-5.6 เท่าในทุก 10 ปี จากค่าใช้จ่ายในการรักษา การติดตามโรค และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น 

Atrial Fibrillation (AF) คือ ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาการที่พบได้มีตั้งแต่ใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ไปจนถึงแน่นหน้าอก

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต เผยว่า ผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางรายอาจไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติ เพราะอาการอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ และอาจมาพบแพทย์ในช่วงที่จังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติ ขณะที่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ECG เพียงครั้งเดียวอาจไม่พบความผิดปกติ ต้องอาศัยการซักประวัติ ประเมินปัจจัยเสี่ยง และเลือกใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย  

นพ.สุวาณิช ระบุว่า แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจเพิ่มเติม เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ ภาวะ AF ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงเรื่องโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีส่วนช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลได้เร็วขึ้น

ส่วนแนวทางรักษา AF นพ.สุวาณิชกล่าวว่า มีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ไปจนถึงการทำหัตถการจี้หัวใจในผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่าเหมาะสม ซึ่งมีทั้งแบบ Radiofrequency Ablation ที่ใช้พลังงานความร้อน และ Cryoablation ที่ใช้ความเย็นจัด

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) ที่ใช้การส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงช่วงเวลาสั้นๆ ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดกระบวนการ Electroporation จนนำไปสู่การสลายตัวของเซลล์ที่ต้องการรักษา ซึ่งคุณสมบัติของเนื้อเยื่อแต่ละชนิดตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าแตกต่างกัน ทำให้ PFA สามารถมุ่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อหัวใจเป้าหมาย และมีโอกาสลดผลกระทบต่อโครงสร้างใกล้เคียง เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาทกะบังลม

นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต ให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมิน วินิจฉัย พิจารณาแนวทางรักษาตามข้อบ่งชี้ และติดตามผู้ป่วยหลังการรักษา รองรับทั้งผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ ผู้ที่ต้องติดตามจังหวะหัวใจ รวมถึงผู้ป่วยที่ยังมีอาการหลังการใช้ยาหรือแพทย์เห็นว่าควรพิจารณาการทำหัตถการ สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการทำ PFA แพทย์จะนัดติดตามอาการและผลการรักษา รวมถึงกำหนดแนวทางดูแลต่อเนื่อง ทั้งการดูแลแผล การใช้ยา และระยะเวลาพักรักษาตัวตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรหยุดหรือปรับยาเองแม้จะไม่มีอาการใจสั่นแล้วก็ตาม