Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

 

มีช่วงหนึ่งที่ “ซีรีส์จีน” เต็มไปด้วย “นางเอกแบบเดียวกัน” เกือบทุกเรื่อง

สวย เงียบ น้ำตาเยิ้มง่าย ตกม้ามีพระเอกรับ เจ็บไข้มีพระเอกเฝ้า เดินสะดุดมีพระเอกจับ ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เธอดูเหมือนคนที่ต้องการการปกป้อง

แต่พอดูไปดูมา คนที่ “แบก” ทุกอย่างในเรื่องกลับเป็นเธอ

เธอแบกพล็อต แบกอารมณ์คนดู แบกความผิดพลาดของพระเอก แบกบทเรียนชีวิตที่ต้องนั่งสรุปให้ในฉากจบ พระเอกโง่ได้ ตัดสินใจผิดได้ อ่อนแอได้ แต่นางเอกต้องยิ้มให้ รอ ให้อภัยให้ ทำทุกอย่างให้ แล้วยังต้องดูดีในขณะที่ทำด้วย

ผมเลยเรียกเธอว่า "นางแบก" ซึ่งคนละความหมายกับ “นางแบกการเมืองไทย” นะ แต่อาจมีภาระบนบ่าหนักอึ้งคล้ายกัน เพราะนั่นคือ สิ่งที่เธอทำจริงๆ แบกทุกอย่างในเรื่อง แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับว่า กำลังแบกอยู่

มันเลยกลายเป็นคำถามตลกร้ายที่ว่า แล้วใครกันที่กำลังปกป้องใคร


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวละคร แต่อยู่ที่ระบบที่เขียนเธอขึ้นมา

 

วงการซีรีส์จีนเติบโตมาในยุคที่ผู้ชมหลัก คือ ผู้หญิง แต่คนเขียนบทและคนตัดสินใจไฟเขียวจำนวนมากยังคิดแทนผู้หญิงอยู่ ผลลัพธ์คือ นางเอกที่ถูกออกแบบให้ “น่ารัก” ในแบบที่ไม่คุกคามใคร, “ฉลาด” พอที่จะน่าสนใจ แต่ไม่ฉลาดเกินกว่าที่พระเอกจะดูด้อยกว่า, “แกร่ง” พอที่จะให้คนดูชื่นชม แต่ยังต้องการการช่วยเหลืออยู่เสมอ เพื่อให้พระเอกมีบทบาท

มันคือ gender politics ที่ซ่อนอยู่ในชุดฮั่นฝู และคนดูรู้สึกได้มาตลอด เพิ่งจะมีพื้นที่พูดถึงมันดังๆ ในยุคนี้

แต่แล้วก็มีบางเรื่องที่ทำอะไรบางอย่างต่างออกไป

 

ล่าหยก (Pursuit of Jade) คือ หนึ่งในนั้น

 

เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายออนไลน์ชื่อเดียวกันของ ถวนจื่อไหลซี นักเขียนที่วางโครงตั้งแต่ต้นว่านางเอก คือ "คนที่เดินเรื่อง" ไม่ใช่คนที่ถูกเดิน เมื่อนำมาทำเป็นซีรีส์ เจิงชิงเจี๋ย รับหน้าที่กำกับ ส่วนบทโทรทัศน์อยู่ในมือของ โจ่วเยว่ ซึ่งรักษาแกนของตัวละครต้นฉบับไว้ได้แน่นมาก

ผลลัพธ์คือ ฝานฉางยู่ ในมือของ เทียนซีเว่ย ที่รู้สึกต่างจากสิ่งที่คุ้นเคยอย่างเห็นได้ชัด

เธอลูกสาวคนขายเนื้อ หยิบมีดเป็นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อพ่อแม่ตาย เธอพาตัวเองและน้องสาวต่อไปโดยไม่รอให้ใครมาบอกว่าทำได้ การแต่งงานกับ เซี่ยเจิ้ง ของ จางลิ่งเหอ ไม่ได้เริ่มจากความรัก แต่เริ่มจากสัญญา แต่เมื่อมันกลายเป็นความรักจริงๆ เธอก็หยิบมีดขึ้นแล้วเดินออกไปสนามรบตามเขา ไม่ใช่เพราะอ่อนแอและต้องการใคร แต่เพราะแข็งแกร่งพอที่จะเลือกได้

จางลิ่งเหอ กลายเป็นสามีแห่งชาติในชั่วข้ามคืน และคนดูรู้ดีว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขารับบทพระเอกที่ไม่ได้มาเป็นฮีโร่ให้ใคร แต่มาเป็นคู่ของคนที่แกร่งได้โดยไม่รู้สึกเสียหน้า นั่นคือสิ่งที่หายากพอๆ กับตัวนางเอกเอง

และแล้ว ผมก็อยากกล่าวถึง จางเว่ย ซึ่งในฐานะ screenwriter เล่นกับแนวคิดนี้มาอย่างต่อเนื่องและตั้งใจ

ใน A Journey to Love หรือ ข้ามภูผาหาญท้าลิขิตรัก เหรินหรูยี่ คือ อดีตนักฆ่าที่ผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว เธออ่านสถานการณ์ออกก่อนใครในห้อง และเมื่อเธอรัก หนิงหยวนโจว มันไม่ได้ทำให้เธอเปราะบางขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้วางอยู่บนการที่เขามาช่วยเธอ แต่อยู่บนการที่เขารู้ว่าเธออยู่ได้โดยไม่ต้องมีเขา แล้วยังเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน

ใน "ปรปักษ์จำนน" เสี่ยวเฉียว ต่างออกไปอีกแบบ เธอไม่ได้แกร่งด้วยกำปั้น แต่แกร่งด้วยสติ เธอเดินเข้าไปในบ้านของคนที่แค้นตระกูลของเธอ แล้วค่อยๆ ชนะใจเขาด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความอ่อนน้อม มันดูเหมือนยอม แต่จริงๆ เธอกำลังเดินหมากอยู่ตลอดเวลา

สองตัวละครนี้แกร่งคนละแบบ คนหนึ่งถือมีด อีกคนถือสติ แต่ไม่มีใครในนี้ที่นิยามตัวเองผ่านความสัมพันธ์

และนั่นคือแก่นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในวงการ C-Dramas

นางเอกยุคก่อนมีตัวตนเพราะมีพระเอก ถ้าเอาพระเอกออกจากเรื่อง เธอแทบไม่เหลืออะไร แต่ฝานฉางยู่ เหรินหรูยี่ เสี่ยวเฉียว ถ้าเอาพระเอกออก เรื่องของพวกเธอยังดำเนินต่อได้ เพราะพวกเธอมีชีวิตของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

มันไม่ใช่แค่เทรนด์ตลาด ไม่ใช่แค่ผู้หญิงยุคใหม่อยากเห็นนางเอกแบบใหม่ แต่มันสะท้อนว่าผู้หญิงที่ดูซีรีส์พวกนี้เบื่อที่จะเห็นตัวเองในฐานะคนที่รอ แล้วอยากเห็นตัวเองในฐานะคนที่เลือก

สองสิ่งนี้ดูใกล้กัน แต่ห่างกันมากในทางที่รู้สึกได้