สื่อของสิงคโปร์ เดอะบิสสิเนสไทม์ นำเสนอบทความเกี่ยวกับผลกระทบในภูมิภาคอาเซียน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ จากการที่ช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลกถูกปิด เนื่องจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
ผลจากสงครามในอิหร่าน และตะวันออกกลาง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้รับความเสียหายหนัก รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของน้ำมันโลก ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียเริ่มขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางวัน
“สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ฟิลิปเป อูเบอร์เกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท One Logistics Solutions ในอินโดนีเซียกล่าว
ฟิลิปเป บอกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อธุรกิจรถบรรทุกส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องปรับขึ้นค่าขนส่งราวร้อยละ 10 ถึง 20 ตามระยะทางและประเภทสินค้า ขณะที่ต้นทุนการขนส่งทางเรือและทางอากาศ คาดว่า จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ถึง 30 โดยก่อนหน้านี้ การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากสุราบายาไปรอตเตอร์ดัมมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,800 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 3,500 ถึง 4,200 ดอลลาร์ จากการที่เรือต้องอ้อมแอฟริกา ทำให้ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งสูงขึ้น
ขณะที่ แฟล็ตฟอร์มจัดส่งพัสดุรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง Lalamove และ Flash Express ระบุว่า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำมันอย่างใกล้ชิด โดย Flash Express เผยว่า กำลังปรับปรุงการบริหารต้นทุนน้ำมันและเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่ง และยอมรับว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันจะส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินการอย่างแน่นอน และหวังว่า รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือหากราคาพลังงานผันผวนมากเกินไป
ทางด้าน Grab แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของภูมิภาค ก็กำลังจับตาสถานการณ์น้ำมันเช่นกัน แอนโทนี ถัง ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุว่า สถานการณ์ตอนนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง โดย Grab แบ่งเบาภาระต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงินช่วยเหลือและคูปองน้ำมันแก่คนขับในหลายประเทศ และให้โบนัสเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง เช่นเดียวกับ Angkas แอปพลิเคชันให้บริการเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างในฟิลิปปินส์ ก็ให้โบนัสแก่คนขับและเจรจาเพื่อขอส่วนลดจากปั๊มน้ำมัน
บทความชี้ว่า ราคาน้ำมันที่ผันผวนยังกระทบกับภาคเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสูงในเอเชีย เช่น โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้บริการเอไอ โดยส่วนใหญ่การผลิตไฟฟ้าในเอเชีย พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางจำนวนมาก ซึ่งราคาก๊าซผูกกับราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาก๊าซจึงเพิ่มตามไปด้วย หลังสงครามเริ่มต้น ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 20
อามิต เวอร์มา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมและเอไอของ Neuron7 บอกว่า การขาดแคลนพลังงาน หรือความผันผวนของราคาพลังงาน อาจเพิ่มต้นทุนการประมวลผลเอไอ ชะลอการผลิตชิป และเปลี่ยนทิศทางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ อัลเบอร์โต เคาโซ ซีอีโอ One Hand Robotics บอกว่า ต้นทุนส่วนใหญ่ในที่สุดจะถูกผลักไปที่ลูกค้า แม้บริษัทจะพยายามรับภาระบางส่วนก็ตาม
ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวในเอเชีย โดยเฉพาะสายการบินในตะวันออกกลางที่ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ เส้นทางบินระหว่างตะวันออกและตะวันตกจึงลดลง ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน และเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น
อเล็กซานเดอร์ ยาร์ดลีย์ ซีอีโอของ FlyFairly แพลตฟอร์มค้นหาและจองเที่ยวบิน ระบุว่า เมื่อการเดินทางระยะไกลมีต้นทุนสูง ผู้คนมักเปลี่ยนไปเดินทางระยะใกล้แทน ซึ่งทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายที่มีความต้องการมาเยือนสูง
ที่มา
The price isn’t right: Oil spike fuels risks in South-east Asia’s tech scene