Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

 

ผมจะเล่าเรื่องนี้แบบ Dan Brown ก่อนนะครับ แล้วค่อยบอกว่าอะไรจริง อะไรคือการอ่านภาพจากข้อมูลที่มีอยู่

เริ่มจากภาพหนึ่ง

ห้องทำงานในทำเนียบขาว นักการเมือง นักลงทุน และนักบวช อ้อมล้อม Donald Trump อธิษฐานหมู่ วันที่ 5 มีนาคม 2026 Robert Jeffress, Ralph Reed, Greg Laurie, Jentezen Franklin, Paula White Cain และอีกกว่า 20 คน ยืนรายล้อมโต๊ะทำงาน Resolute Desk

สองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น กลุ่มเดียวกันส่วนหนึ่งบินไปพบ Benjamin Netanyahu ที่ Blair House เพื่อยืนยันพันธกิจร่วมกัน ภาพถัดมา Peter Thiel ขึ้นบรรยายที่กรุงโรมสัปดาห์นี้ งานแบบปิดที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกทุกแห่งที่ถูกระบุชื่อในเอกสารเชิญพากันถอนตัว เพราะไม่อยากเป็นเจ้าภาพให้หัวข้อ ปฏิปักษ์พระคริสต์ อีกภาพ Palmer Luckey ผู้ก่อตั้งบริษัทอาวุธ Anduril ยิ้มกว้าง ยืนถัดจากระบบอาวุธที่ราคาแพงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของบางประเทศ

นี่ไม่ใช่นิยาย นี่คือโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่จริง


I. นักลงทุนรักชาติ ไม่ใช่แค่นักลงทุน

 

Marc Andreessen และ Ben Horowitz ผู้ก่อตั้งกองทุน a16z เปลี่ยนทิศชัดเจนมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จากกองทุนสายเทคโนโลยีแบบเป็นกลางมาสู่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ความเป็นอเมริกันพลวัต" ซึ่งแปลตรงๆ คือ กองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมกลาโหม ความมั่นคงชายแดน อวกาศ การผลิต และโครงสร้างพื้นฐานที่รับงานรัฐบาลกลาง

มันฟังดูรักชาติ แต่ถ้าแกะออกมาดูตัวเลขจริงๆ บริษัทในกลุ่มนี้มีทั้ง Anduril, Hadrian, Apex, Joby Aviation และอีกหลายสิบแห่ง ที่รายได้หลักมาจากสัญญากระทรวงกลาโหมและความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ รวมกันแล้วมูลค่าสัญญาที่บริษัทเหล่านี้ถืออยู่สะสมเกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นการประมาณการจากรายงานสาธารณะที่มีอยู่ ไม่ใช่ตัวเลขที่ a16z เปิดเผยเอง

Peter Thiel เป็นคนที่น่าสนใจกว่า เพราะเขาไม่ได้แค่ลงทุน เขาเป็นสถาปนิกของอุดมการณ์ด้วย Palantir ที่เขาร่วมก่อตั้งมีชื่อมาจาก Tolkien คือ Palantír หินแห่งการมองเห็น สัญลักษณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่การตลาด แต่มันบอกว่าเขาคิดตัวเองเป็นอะไร

Palantir เพิ่งเข้าดัชนี S&P 500 ในเดือนกันยายน 2024 และมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงสูงสุดปลายปี 2025 ทั้งนี้ยังได้รับสัญญากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน

Palmer Luckey ก่อตั้ง Anduril ซึ่งไม่ใช่แค่ชื่อเท่ๆ แต่มาจากดาบของ Aragorn ใน Lord of the Rings แปลว่า "เปลวเพลิงแห่งตะวันตก" และสามในสี่ผู้ก่อตั้งมาจาก Palantir ของ Thiel โดยตรง เส้นระหว่างคนสองคนนี้จึงไม่ใช่แค่มิตรภาพ แต่เป็นสายสืบทอดทางอุดมการณ์

มูลค่าบริษัท Anduril ตอนนี้อยู่ที่ 30,500 ล้านดอลลาร์หลังระดมทุนรอบ Series G เมื่อกลางปี 2025 และมีข่าวว่ากำลังเตรียมระดมทุนรอบใหม่ที่อาจแตะ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ Anduril ออกแบบระบบฝูงโดรนอัตโนมัติที่ถูกใช้จริงในทะเลแดงผ่านตัวแทน และเป็นผู้จัดหาอาวุธหลักให้กับกองทัพเรือสหรัฐฯ หน่วยรบพิเศษ และกรอบความร่วมมือ AUKUS

Luckey เป็นคริสเตียนและเรียกตัวเองต่อสาธารณะว่า "ผู้สนับสนุนอิสราเอลสุดขีด" ผมว่าคำนิยามตัวเองของเขาพูดได้ชัดกว่าที่ผมจะบรรยายให้ครับ

เส้นที่ผมลากระหว่าง Thiel กับ Luckey ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นโลกทัศน์เดียวกัน นั่นคือ

เทคโนโลยีคืออาวุธ อาวุธคือพลังงาน และพลังงานนี้ต้องอยู่ในมือ "คนที่มีความเชื่อที่ถูกต้อง"


II. เงินและศาสนา: เส้นที่แยกจากกันไม่ออก

 

ตลาดทุนอเมริกันครองโลกในระดับที่ไม่มีใครตีความเป็นอย่างอื่นได้

ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและ NASDAQ รวมกันมีมูลค่าตลาด ณ ต้นปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 53 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของมูลค่าตลาดทุนทั่วโลก ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 25% ของโลก นั่นหมายความว่าตลาดทุนอเมริกันมีส่วนเกินเหนือเศรษฐกิจจริงประมาณ 20 จุดร้อยละ

ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก สัดส่วนใน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 58% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 72% ในปี 2544 แต่ยังห่างจากยูโรที่ 20% และหยวนจีนที่เพิ่งแตะ 1.93% ตามรายงาน IMF ล่าสุด อย่างมหาศาล

เครือข่ายที่น่าสนใจกว่า คือ ใครควบคุมดัชนีตลาด

Vanguard, BlackRock, State Street ซึ่งเรียกรวมกันว่า กลุ่มบิ๊กทรี ถือสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 22 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามอันดับแรกในบริษัทจดทะเบียน S&P 500 เกือบทุกแห่งพร้อมกัน นั่นคือทุนนิยมแบบตามดัชนีในระดับที่ไม่มีใครตัดสินใจแต่ทุกคนครอบงำ

ทีนี้กลับมาที่เรื่องศาสนา

เครือข่ายชาตินิยมคริสเตียนและกลุ่มเหยี่ยวสนับสนุนไซออนิสต์ที่วนเวียนอยู่รอบพรรครีพับลิกันไม่ใช่แค่การเมืองการเลือกตั้ง มันเป็นเครือข่ายทุนด้วย AIPAC และกองทุนการเมือง United Democracy Project รายงานตัวเลขต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางสหรัฐฯ ที่เกือบ 95 ล้านดอลลาร์ในรอบเลือกตั้งปี 2024 เพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่สนับสนุนอิสราเอลแบบไม่มีเงื่อนไข ใน primary ปีนั้น AIPAC ใช้เงิน 20 ล้านดอลลาร์เพื่อโค่น Cori Bush และ Jamaal Bowman สองนักการเมืองที่กล้าวิจารณ์นโยบายอิสราเอล และทั้งคู่แพ้

Netanyahu เชื่อมโลก evangelical เข้ากับชาตินิยม Likud ผ่านความเชื่อร่วมกันเรื่องคำพยากรณ์วันสิ้นโลก ซึ่งทั้งกลุ่มคริสเตียนสนับสนุนไซออนิสต์และชาตินิยมยิวบางส่วนมีวิสัยทัศน์เรื่องอวสานกาลที่ทับซ้อนกันในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์จากกัน

และบริษัทเทคโนโลยีกลาโหมที่เกิดในอิสราเอลหลายแห่งไม่ใช่แค่บริษัทท้องถิ่น หน่วยข่าวกรองสัญญาณ 8200 ของกองทัพอิสราเอลผลิตศิษย์เก่าที่ไปก่อตั้งบริษัทอย่าง Check Point, CyberArk, Palo Alto Networks, Wiz และอีกมากมาย Wiz ถูก Google ซื้อในมูลค่า 32,000 ล้านดอลลาร์ โดยประกาศดีลในเดือนมีนาคม 2025 และปิดดีลสำเร็จในเดือนมีนาคม 2026 นี้เอง ถ้าจะพูดว่าเครือข่ายข่าวกรองของอิสราเอลและสหรัฐฯ แทรกซึมเข้าไปในระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลกผ่านกองทุนร่วมลงทุนและการควบรวมกิจการก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง


III. สงครามครูเสดทางเทคโนโลยี สงครามที่ไม่มีใครประกาศ

 

ผมใช้คำนี้อย่างระมัดระวัง แต่ก็ตั้งใจ

เมื่อ Thiel พูดเรื่องปฏิปักษ์พระคริสต์ (Anti-Christ) ที่กรุงโรม เมื่อ Andreessen เขียนแถลงการณ์ผู้มองเทคโนโลยีในแง่ดีที่อ้างถึง "ศัตรู" ว่าคือการชะลอตัว และ "ความดี" คือ การเร่งตัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ Luckey สร้าง Anduril ด้วยพันธกิจชัดเจนว่าต้องการให้ "ประชาธิปไตยเสรีชนะ" ซึ่งในบริบทนี้คำนั้นมีความหมายเฉพาะเจาะจงมาก คือ อเมริกาและพันธมิตรชนชั้นนำของอเมริกาเอง

นี่คืออุดมการณ์ที่มีทุนหนุนหลังและอาวุธเป็นผลผลิต

มันต่างจากสงครามเย็นตรงที่ สงครามเย็นมี "รัฐชาติ" เป็นตัวละครหลัก แต่สงครามครูเสดทางเทคโนโลยีครั้งนี้มี "ทุนเอกชน" เป็นพระเอก และรัฐเป็นลูกค้าไม่ใช่ผู้บัญชาการ

ผลที่ตามมาคือ ความรับผิดชอบของการตัดสินใจนี้ไม่อยู่ในมือกระบวนการประชาธิปไตย แต่อยู่ในมือห้องประชุมบอร์ดและคณะกรรมการผู้ลงทุนของกองทุนไม่กี่แห่งใน Sand Hill Road


IV. จีน: ยักษ์ที่ยังไปไม่ถึงพรมแดนความรู้ 

 

ทุนจีน โดยเฉพาะทุนที่เชื่อมโยงกับรัฐ ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกในระดับเดียวกับทุนอเมริกันได้ในมิติที่สำคัญที่สุด นั่นคือ วิทยาศาสตร์ล้ำหน้า (Frontier science) และการนำเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep technology) ออกสู่ตลาด

ถ้าดูตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนาของจีนอย่างผิวเผินมันดูดีมาก งบวิจัยและพัฒนาของจีนแตะ 3.09 ล้านล้านหยวนในปี 2566 คิดเป็น 2.65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แต่เมื่อแยกงานวิจัยขั้นพื้นฐานออกมา จีนใช้เงินกับส่วนนี้เพียง 6.65% ของงบวิจัยและพัฒนาทั้งหมด เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 17% และเยอรมนีที่ 20%

เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการผลลัพธ์ที่วัดได้และนำไปอวดได้ งานวิจัยขั้นพื้นฐานใช้เวลานาน ผิดพลาดบ่อย และไม่เหมาะกับระบบที่ต้องการเรื่องเล่าของความสำเร็จ ดังนั้น จีนจึงเก่งมากในงานวิจัยประยุกต์ การผลิตในระดับใหญ่ และนวัตกรรมเพิ่มพูน แต่ยังหล่นหายในด้านการค้นพบระดับรางวัลโนเบล ยารักษาโรครุ่นใหม่ที่เปลี่ยนเกม และฟิสิกส์หรือชีววิทยาเชิงรากฐาน

ยิ่งกว่านั้น อุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างแรงเสียดทานกับระบบการเงินโลกในระดับที่ทุนจีนยังข้ามไม่ได้ ผู้ลงทุนสถาบันใน top กองทุนร่วมลงทุนสหรัฐฯ มาจาก Yale Endowment, MIT, CalPERS, กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากนอร์เวย์ สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย เหล่านี้ไม่อาจเปิดให้ทุนจีนเข้าไปจัดการได้อย่างอิสระเพราะความเสี่ยงทางการเมืองสูงเกินไป

แผน 15 ปีของจีนที่เพิ่งประกาศออกมาอ่านแล้วรู้สึกว่าผู้นำจีนรู้จุดอ่อนตัวเองดี การลงทุนในคอมพิวเตอร์ควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ ชิปปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานใหม่ในระดับนั้นคือการยอมรับว่าตัวเองยังล้าหลังในหลายด้านและต้องการก้าวข้ามอย่างเร่งด่วน แต่ปัญหาคือการก้าวข้ามในวิทยาศาสตร์แนวหน้าไม่ใช่แค่โยนเงินแล้วจะได้ผล มันต้องการระบบนิเวศที่ทนต่อความล้มเหลว ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมความรับผิดชอบด้านผลงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างพื้นฐาน


V. สงครามโลกครั้งที่สามไม่ได้เริ่มที่ยูเครน

 

ผมคิดอย่างนี้มาสักพักแล้ว และยิ่งยืนยันตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

สงครามโลกครั้งที่สามเริ่มไปแล้ว แต่มันไม่ใช่สงครามร้อน มันเป็นสงครามเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีสมรภูมิหลายชั้น

 

สมรภูมิแรก คือ สงครามเซมิคอนดักเตอร์ 

Biden ออก CHIPS Act ขนาด 52,700 ล้านดอลลาร์และ Trump สานต่อด้วยภาษีศุลกากรกดดันสุดๆ ทั้งหมดนี้คือการตัดจีนออกจากห่วงโซ่การผลิตชิปแนวหน้า เพื่อชะลอการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารด้านปัญญาประดิษฐ์ของกองทัพจีนออกไปอย่างน้อยหนึ่งรุ่นเทคโนโลยี

 

สมรภูมิที่สอง คือ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ 

ซึ่งตัดสินดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาวมากกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำในโลก ใครที่ครองความเหนือกว่าด้านปัญญาประดิษฐ์ในงานข่าวกรองและเฝ้าระวังจะสามารถตัดสินใจเร็วและแม่นยำกว่าในทุกมิติ

 

สมรภูมิที่สาม คือ สงครามการเงิน 

ตั้งแต่สหรัฐฯ อายัดทุนสำรองอธิปไตยของรัสเซียประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์หลังรุกรานยูเครน โลกรู้แล้วว่าระบบดอลลาร์เป็นอาวุธได้ สิ่งนี้เร่งการลดการพึ่งพาดอลลาร์ในกลุ่ม BRICS แต่ก็ยังไม่มีระบบทางเลือกที่มีความลึกและสภาพคล่องพอ หยวนจีนยังอยู่ที่ไม่ถึง 2% ของทุนสำรองโลก

อเมริกาเล่นสงครามร้อนในฐานะการสาธิตอาวุธเพื่อขายและรักษาความน่าเชื่อถือด้านความมั่นคง แต่มันไม่ได้โดดเด่นอย่างที่คาดหวัง ยูเครนยืดยาวจนโลกเห็นว่า Javelin และ HIMARS เป็นอาวุธดี แต่ไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมสำหรับสงครามที่ฝ่ายหนึ่งมีพลเมือง 140 ล้านคนและไม่สนใจอัตราการสูญเสีย

จีนอ่านสิ่งนี้ออก และจงใจไม่เข้าไปในสงครามร้อนไม่ว่าจะเป็นช่องแคบไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ในระดับที่จุดชนวนจริง

เพราะจีนเล่นเกมยาว เป้าหมายคืออำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชัยชนะทางการทหาร


VI. ยุโรป: โจทย์ของรัสเซียมากกว่าของใครทั้งนั้น

 

รัสเซียไม่ต้องการพิชิตยุโรป เพราะนั่นจะทำให้ตัวเองเเบกรับภาระเกินไปอย่างแน่นอน แต่รัสเซียต้องการสร้างเขตกันชนที่กว้างพอที่จะทำให้การขยายตัวของ NATO หยุดนิ่ง และถ้าสามารถดึงยุโรปตะวันออกบางส่วนกลับเข้ามาในวงอิทธิพลได้ นั่นคือสนธิสัญญาวอร์ซอภาค 2 ที่ไม่ได้ใช้กองทัพแดงเป็นตัวนำ แต่ใช้การพึ่งพาพลังงาน การบิดเบือนข้อมูล และการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

สหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤติความเชื่อมั่นในตนเองที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ก่อตั้ง ตราบที่สหรัฐฯ ยังค้ำประกันร่มนิวเคลียร์ ยุโรปสามารถโดยสารฟรีทางการทหารได้ แต่เมื่อ Trump 2.0 ส่งสัญญาณว่ามาตรา 5 ไม่ใช่เช็คเปล่าอีกต่อไป ยุโรปต้องคิดใหม่หมด แต่มันไม่พร้อมเลย

เยอรมนีที่เคยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตอนนี้ ติดกับข้อจำกัดหนี้สาธารณะและพรรคการเมืองแตกแยก ฝรั่งเศสมีปัญหาการคลังและความวุ่นวายทางสังคม โปแลนด์กลับมาสนิทกับสหรัฐฯ มากขึ้นเพราะกลัวรัสเซียมากที่สุด ภาพรวมคือหลักการของสหภาพยุโรปที่ว่าเราคือกลุ่มก้อนเดียวกันจะถูกทดสอบอย่างหนักในทศวรรษนี้


VII. ไทย: คนป่วยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย

 

ผมพูดตรงนี้ด้วยความเจ็บปวด ไม่ใช่ความดูถูก

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2558–2567 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ต่อปี ต่ำกว่าเวียดนามที่เพิ่งโต 7.1% ในปี 2567 อินโดนีเซียที่ 5.1% และฟิลิปปินส์ที่ 5.8% หนี้ครัวเรือนไทยตามสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่ที่ 88.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 และถ้านับรวมสินเชื่อนอกระบบด้วยตามงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัวเลขนั้นอาจแตะ 104% โครงสร้างการส่งออกยังพึ่งพาฮาร์ดดิสก์ รถยนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งกำลังถูกทำลายโดยการปฏิวัติรถยนต์ไฟฟ้าและการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์

ปัญหาที่ลึกกว่าคือ โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ระบบยังไม่สร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องสำหรับการลงทุนระยะยาวในทุนมนุษย์และการวิจัยพัฒนา เราพูดเรื่องนวัตกรรม แต่งบวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ที่ 1.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม เทียบกับเกาหลีใต้ที่ประมาณ 5% และสิงคโปร์ที่ 2.2%

ที่น่ากังวลกว่าตัวเลขคือ ลักษณะของการถดถอย มันไม่ได้ดิ่งลงฮวบแบบที่ทุกคนจะตื่นตระหนก มันค่อยๆ ลงทีละองศา เหมือนกบในหม้อน้ำร้อนที่อุณหภูมิขึ้นช้าพอที่จะไม่รู้สึก แต่ละปีก็พอทนได้ แต่พอหันมามองย้อนหลังสิบปี ระยะห่างระหว่างเรากับเพื่อนบ้านนั้นกว้างออกจนน่าใจหาย

เวียดนามน่ากลัวมากครับในแง่นี้ เขาไม่ได้แค่โตเร็ว เขาโตพร้อมกับเปลี่ยนโครงสร้าง วันนี้เวียดนามส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ได้แล้ว Samsung ลงทุนในฮานอยมากกว่าที่ลงทุนในไทยทั้งประเทศ ในขณะที่เรายังถกเถียงกันเรื่องดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศด้วยวิธีเดิมๆ

อินโดนีเซียน่ากังวลอีกแบบ Prabowo เดินเกมทรัพยากรและภูมิรัฐศาสตร์เก่งมาก นิกเกิลของอินโดนีเซียสามารถต่อรองกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ได้พร้อมกัน ไทยเรามีไพ่อะไรในมือบ้างตอนนี้ที่จะต่อรองแบบนั้น

สุดท้ายที่พูดกันว่าไทยจะเป็นผู้นำในอาเซียนได้นั้น มันเป็นการปลอบใจตัวเองด้วยการเปรียบกับคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่การวัดตัวเองกับทิศทางที่โลกกำลังเดินไป

ปัญหาที่ลึกกว่าตัวเลข คือ โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ระบบไม่สร้างแรงจูงใจให้ใครกล้าแตะโครงสร้างจริงๆ งบวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ที่ 1.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม เทียบกับเกาหลีใต้ที่ประมาณ 5% และสิงคโปร์ที่ 2.2% ทุกคนรู้ว่าปัญหาคืออะไร แต่ไม่มีความเร่งด่วนในระดับนโยบาย ระบบการเมืองไม่ผลิต incentive ให้ใครออกมาแตะโครงสร้างที่แท้จริง

ศาสตราจารย์แลงดอนภาคคนไทยมีอยู่ครับ แต่ตอนนี้เขานั่งอยู่นอกห้องประชุม


บทส่งท้าย: ศาสตราจารย์แลงดอนภาคคนไทยจะทำไง

 

โลกที่ผมพยายามร้อยเรียงให้ดู มันฟังดูเหมือน Angels and Demons หรือ Inferno ของ Dan Brown ใช่ไหม มีสัญลักษณ์ มีความเชื่อที่ฝังลึก มีเงินที่ไหลเวียนผ่านเครือข่ายที่มองไม่เห็น มีอาวุธที่เกิดจากอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่แผนธุรกิจ

Brown เขียนนิยาย แต่นี่คือ สิ่งที่ไม่ใช่นิยายและกำลังเกิดขึ้น

ศาสตราจารย์แลงดอนในภาคคนไทยไม่ต้องวิ่งไล่ตามรหัสในวิหาร เขาต้องนั่งอ่านงบดุลของกองทุนที่ถือหุ้นในบริษัทอาวุธอเมริกัน-อิสราเอล แล้วเดินออกมาถามว่าห่วงโซ่อุปทานของอาวุธที่ไปตกในสมรภูมิในภูมิภาคของเราเชื่อมกับเครือข่ายนักลงทุนนั้นอย่างไร

แล้วกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าโลกกำลังแบ่งข้าง ไทยอยู่ตรงไหนของสมการนั้นโดยไม่รู้ตัว และที่น่ากลัวกว่าคือ ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน คนอื่นก็จะกำหนดตำแหน่งให้เราเอง

นั่นแหละคือ ทฤษฎีสมคบคิดที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เพราะมันเป็นความลับ แต่เพราะมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราทุกวัน แล้วเราก็เลือกที่จะไม่เห็น

บทความนี้เขียนในฐานะบทวิเคราะห์ที่ยอมรับว่ามีส่วนของการเชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ทุกจุด แต่แต่ละจุดที่นำมาใช้มีหลักฐานสาธารณะประกอบ ตัวเลขทั้งหมดได้รับการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิแล้ว ณ วันที่เผยแพร่ การอ่านภาพรวมจากจุดเหล่านั้นคือสิทธิ์ของผู้อ่านในการตัดสินเอง