ในยุคปัจจุบัน เราอาจเคยได้ยินว่าเด็กยุคใหม่เป็น "โรคสมาธิสั้น" หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder กันมากขึ้น และหลายคนก็โทษ "เทคโนโลยี" ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถทำการจดจ่อกับอะไรเป็นเวลานานได้
อย่างไรก็ดี เราอยากชวนมาดู "ข้อถกเถียง" ทางสาธารณสุขใหม่ๆ ที่เกิดในอังกฤษและอเมริกาว่า หรือจริงๆ เราอาจไม่ควรมองว่า ภาวะสมาธิสั้นเป็นความเจ็บป่วยอีกต่อไป
เรื่องของเรื่องก็คือ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งในอังกฤษและอเมริกามีการวินิจฉัยว่า เด็กมีภาวะสมาธิสั้นกันมากขึ้นๆ แบบทะลุ 1% ของประชากรกันเป็นปกติ แต่ที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ราวปี 2020 มีการพบว่าจริงๆ ภาวะสมาธิสั้นมันปรากฎเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มช่วงอายุ และพบมากขึ้นเยอะในผู้หญิงและคนวัยกลางคน
ตรงนี้บางคนก็จะบอกว่า นี่อาจเป็นปัญหาทางจิตที่มีอยู่แล้ว แต่พอมีการ "วินิจฉัย" มากขึ้นก็เลยพบมากขึ้นเท่านั้นเอง
ก็อาจถูก เพราะจริงๆ ช่วงหลังๆ มีการเปลี่ยนการวินิจฉัยที่มีเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งช่วยวินิจฉัยภาวะนี้่ในผู้หญิงมากขึ้น มันเลยทำให้พบภาวะนี้ในผู้หญิงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจนส่งผลให้สถิติคนมีภาวะนี้มีมากขึ้นมาก
แต่พอพบว่ามีภาวะสมาธิสั้นแบบนี้มากมาย ในทางสาธารณสุขเป็นปัญหามาก เพราะคนก็มีคำถามมายมายด้วยเช่นกันว่า ตัวเองเป็นมั้ย จนทำให้คิวรอตรวจภาวะสมาธิสั้นในระบบสาธารณสุขของอังกฤษยาวเป็น 10 ปีแล้วในปัจจุบัน (คิวตรวจยาว "สิบปี" ครับ อ่านไม่ผิดครับ) และนี่มันเลยทำให้ในทางสาธารณสุข เราอาจต้องคิดถึงภาวะสมาธิสั้นว่ามันคือ "ภาวะปกติ" ไม่ใช่ "โรค"
อันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่ใช่แค่การเล่นคำ เพราะในทางการแพทย์ ในอดีตเชื่อว่า ภาวะสมาธิสั้นเกิดจากภาวะผิดปกติระดับโครงสร้างสมองเลย คือ เป็นภาวะธรรมชาติระดับกายภาพที่ต้องรักษาด้วยการกินยาเป็นหลัก แต่หลังๆ นักวิจัยก็เริ่มสงสัยว่าที่เห็นเป็น "อาการ" ของภาวะสมาธิสั้น จริงๆ มันอาจเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย "สิ่งรบกวน" และถ้ามีอาการอ่อนๆ มันไม่ควรจะรักษา และถ้ามีอาการมากหน่อย บางทีการควบคุมสภาพแวดล้อมก็ช่วยให้คุมภาวะนี้ได้โดยไม่ต้องกินยา และคนที่จะต้องกินยาควรจะมีแต่คนที่อาการหนักมากจริงๆ ระดับไม่สามารถจัดการด้วยวิธีอื่นได้เท่านั้น
ในทางปฏิบัติ การควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อช่วยคนสมาธิสั้น มันหมายถึงการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งที่โรงเรียนและที่ทำงานบนฐานของ "ความเข้าใจ" ภาวะสมาธิสั้นมากขึ้น คือมันต้องเข้าใจว่าบางคนเสียสมาธิได้ง่ายกว่าคนปกติจริงๆ และการช่วยให้คนเหล่านี้มีชีวิตในสังคมก็คือความเข้าใจและใช้ศักยภาพพวกเขาในฐานะสมาชิกสังคมอย่างเหมาะสม
ในระดับโรงเรียน เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นก็อาจต้องการเพียงแค่การปิดหน้าต่างไม่ให้เสียงรบกวนจากนอกห้องมาทำให้ไม่มีสมาธิการเรียน หรืออาจต้องการลุกขึ้นไปทำอะไรบ้างก่อนถึงเวลาพักเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าครูเข้าใจ เด็กพวกนี้ก็จะโตและจบการศึกษามาได้โดยไม่ต้องถูกจับไปกินยา และก็เช่นเดียวกัน ชีวิตทำงาน พนักงานสมาธิสั้นก็อาจจะทำงานได้ดีกว่าถ้าไม่ต้องเข้าออฟฟิศ และทำงานจากบ้านซึ่งเค้าคุมสภาพแวดล้อมไม่ให้ตัวเองเสียสมาธิได้ เป็นต้น
เรื่องพวกนี้อาจเป็นเรื่องใหม่ แต่ในเชิงสังคมส่วนหนึ่งมันเกิดจากภาวะ "ตระหนักปัญหาสุขภาพจิต" แบบล้นเกิน หรือการพยายามจะหาว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิตอะไรบ้างของคนปัจจุบัน และนำมาสู่ตัวเลขในทางสถิติที่คนมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างมหาศาล ซึ่งจำนวนระดับนี้ ระบบสาธารณสุขไม่สามารถจัดการได้ มันต้องต้องมาคุยกันว่ามีอาการอะไรที่คนเป็นเยอะจน "สังคมควรจะปรับตัวให้คนพวกนี้อยู่ได้" ไม่ใช่คิดว่าต้องส่งไป "รักษา" เหมือนในอดีต
ภาวะสมาธิสั้นก็อาจเป็นจุดเริ่มที่สำคัญของกระบวนการ "เปลี่ยนความเจ็บป่วยให้เป็นภาวะปกติ" ที่สังคมต้องอยู่กับมันได้ โดย "ปัญหาสุขภาพจิต" อื่นๆ ที่คนเป็นกันแบบแพร่หลายมากๆ ก็อาจค่อยๆ ถูกถอดออกจากการเป็น "โรค" ที่ต้อง "รักษา" และให้สังคม "ปรับตัว" เพื่อให้คนมีภาวะพวกนี้อยู่ในสังคมได้แบบที่ไม่ลำบากนัก และทั้งหมดก็เพื่อให้ระบบสาธารณสุขสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นการ "เจ็บป่วย" จริงหรือไม่ ถ้าวันดีคืนดีคนจำนวนมหาศาลถูกวินิจฉัยว่าเจ็บป่วย และทุกคนเข้ารักษาพร้อมๆ กัน ยังไงระบบสาธารณสุขก็พัง
อ้างอิง
Researchers are questioning if ADHD should be seen as a disorder
ADHD should not be treated as a disorder
อ่านบทความอื่นๆ ของผู้เขียน