นักพันธุศาสตร์เผย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาจเปลี่ยนวิธีการให้กำเนิดมนุษย์ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรม การใช้สเต็มเซลล์เพาะอวัยวะมนุษย์ขึ้นมาใหม่ และการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้กลายเป็นไข่และอสุจิ
เฮนรี กรีลีย์ ศาสตราจารย์พิเศษด้านพันธุศาสตร์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายและชีววิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโครงการประสาทวิทยาศาสตร์และสังคมแห่งสแตนฟอร์ด เขียนบทความลงในคอลัมน์ Science Focus บนเว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซี
เขาชี้ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ อาจเปลี่ยนโฉมการมีลูกในแบบที่เรารู้จักไปโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาเคยทำนายอนาคตเกี่ยวกับเรื่องเพศไว้หลายอย่าง และหนึ่งในคำทำนายที่เขามั่นใจมากที่สุดคือ มนุษย์จะยังคงมีเซ็กซ์กันต่อไปอีกนาน แต่ด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อการมีทายาท
ศาสตราจารย์เฮนรี ระบุว่า เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์ใช้สร้างชีวิต โดยทำให้มีความปลอดภัยและง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่าง เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ จุดเปลี่ยนสำคัญอาจอยู่ที่เทคโนโลยีที่ชื่อว่า in vitro gametogenesis หรือ IVG ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้กลายเป็น induced pluripotent stem cells หรือสเต็มเซลล์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ย้อนกลับไปมีสภาพคล้ายเซลล์ต้นกำเนิด ก่อนที่จะเปลี่ยนมันอีกครั้งให้กลายเป็นไข่หรืออสุจิของมนุษย์
ศาสตราจารย์เฮนรี บอกว่า ถ้าเราสามารถสร้างไข่จากเซลล์ผิวหนังได้ คนที่อายุ 90 ปี หรือเด็กอายุ 9 ขวบ ก็อาจกลายเป็นพ่อแม่ในทางพันธุกรรมได้ รวมถึงทารกในครรภ์ที่แท้งไปแล้ว หรือคนที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เซลล์ของพวกเขาถูกแช่แข็งเก็บเอาไว้ ซึ่งเรื่องนี้อาจกลายเป็นจริงในไม่ช้า เพราะในปี 2023 นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นประกาศว่า สามารถสร้างไข่จากเซลล์ผิวหนังของหนูเพศผู้ และใช้ร่วมกับอสุจิของหนูปกติ จนสามารถให้กำเนิดลูกหนูได้สำเร็จ
ศาสตราจารย์เฮนรีตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราสร้างทั้งไข่และอสุจิจากคนคนเดียวกัน แล้วใช้มันสร้างตัวอ่อน? คำตอบคือ มนุษย์ที่เกิดมาจะไม่ใช่แค่ร่างโคลนของเรา แต่จะมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับเรามากกว่าพี่น้องของเราเองเสียอีก
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่ล้ำไปอีกขั้นที่เรียกว่า “multiplex parenting” หรือการสร้างลูกจากสารพันธุกรรมของหลายคน เช่น การสร้างตัวอ่อนจากสารพันธุกรรมของคน 4 คน แล้วนำตัวอ่อนไปสร้างไข่และอสุจิต่ออีกทอดหนึ่ง และหากนำไข่ที่ได้รับการปฏิสนธินั้นมาพัฒนาเป็นทารก ก็จะได้เด็กที่มีพันธุกรรมจากพ่อแม่ 4 คนในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนการสืบพันธุ์ของเราไปจากเดิม คือ ความสามารถในการดัดแปลงดีเอ็นเอของตัวอ่อน ซึ่งปัจจุบัน การแก้ไขลำดับพันธุกรรมเฉพาะจุดในดีเอ็นเอของเซลล์กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แล้ว ด้วยเครื่องมือปฏิวัติวงการที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2012 ซึ่งเรียกว่า CRISPR
ในปี 2018 นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ประกาศการถือกำเนิดของเด็กหญิงฝาแฝดสองคน ที่ตัวอ่อนของพวกเธอถูกตัดต่อด้วย CRISPR จากการทำการทดลองอย่างลับๆ ละเมิดจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของจีน ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบัน เด็กทั้งสองมีอายุมากกว่า 5 ปีแล้ว แต่ทางการจีนไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพหรือพันธุกรรมของพวกเธอเลย
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า การใช้เทคโนโลยีตัดต่อดีเอ็นเอที่สมเหตุสมผลที่สุด คือ เพื่อป้องกันโรคหรือความพิการในเด็กที่เกิดจากความผิดปรกติของพันธุกรรม แต่การใช้งานที่น่าหวาดกลัวที่สุด แม้อาจเกิดขึ้นได้ยาก คือ การสร้าง “ซูเปอร์เบบี้” ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ทั่วไป ที่สามารถส่งต่อคุณสมบัติเหล่านั้นไปยังลูกหลานของพวกเขาได้อีกด้วย
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่อาจทำให้การมีเซ็กซ์เพื่อการสืบพันธุ์ไม่จำเป็นอีกต่อไป คือ การพัฒนามดลูกเทียม โดยในปี 2017 มีนักวิจัยที่สามารถทำให้ลูกแกะที่คลอดก่อนกำหนดประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ มีชีวิตอยู่ต่อได้ภายในถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยของเหลวสภาพคล้ายมดลูก ซึ่งความก้าวหน้านี้ดีสำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด รวมถึงพ่อแม่ของพวกเขา
แต่ก็มีคำถามว่า ถ้าเป็น “มดลูกเทียม” ที่สามารถรับตัวอ่อนที่อายุเพียงหกหรือเจ็ดวัน แล้วช่วยให้เติบโตตลอดเก้าเดือนจนกลายเป็นทารกที่แข็งแรงได้ล่ะ สิ่งนั้นจะไม่เพียงนำ “เซ็กซ์” ออกจากกระบวนการมีลูก แต่จะนำ “การตั้งครรภ์” ออกไปด้วย ซึ่งบางคนอาจตอบรับกับแนวคิดนี้ ขณะที่อีกหลายคนอาจรู้สึกกังวลใจ
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า ทั้งหมดนี้อาจยังดูห่างไกล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน หนึ่งในงานวิจัยระยะยาวที่สำคัญ คือ การใช้สเต็มเซลล์เพาะอวัยวะมนุษย์ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญสำหรับการปลูกถ่าย เช่น ไต ตับ หรือหัวใจ
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมนักวิทยาศาสตร์จะเพาะ “มดลูก” ไม่ได้ล่ะ? และให้ลองจินตนาการถึงมดลูกที่เพาะขึ้นจากสเต็มเซลล์ของผู้หญิง แล้วเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องจักรที่สามารถส่งเลือด น้ำตาล ออกซิเจน ฮอร์โมนที่จำเป็น รวมถึงการกำจัดของเสีย จากนั้นจึงใส่ตัวอ่อนลงไป ซึ่งอย่างน้อยในทางทฤษฎี อาจเข้ามาแทนที่มดลูกที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิงได้ แต่คำถามคือ ควรทำเช่นนั้นหรือไม่? ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า คำตอบอาจเป็นสิ่งที่ลูกหลานของเราต้องตัดสินใจกันเอง
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า นี่คือช่วงเวลาที่น่าทึ่งอย่างยิ่งสำหรับวงการแพทย์และชีววิทยา ซึ่งความรู้ของมนุษยชาติกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ และความสามารถในการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ ก็กำลังพัฒนาอย่างช้าๆ แต่มั่นคง แต่สิ่งที่พัฒนาช้าที่สุด คือ ความเข้าใจถึงผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ รวมถึงการหาข้อตกลงร่วมกันว่า ควรกำหนด “ขอบเขต” ให้มันหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด ซึ่งรวมถึงการสร้างเด็กด้วยเทคโนโลยีด้วย
ศาสตราจารย์เฮนรีบอกว่า ทารกหรือตัวอ่อนทารก ไม่สามารถให้หรือปฏิเสธความยินยอมเข้ารับการทดลองทางการแพทย์ โดยรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับประโยชน์ต่อตัวเองหรือต่อวงการวิทยาศาสตร์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรใช้เทคโนโลยีใหม่ช่วยในเรื่องของการสืบพันธุ์เลย
“แต่มันหมายความว่า เราควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการทดสอบเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่ามันปลอดภัยและได้ผลจริง สำหรับตัวเด็กเอง เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของพวกเขาเป็นอันดับแรก ก่อนจะมองไปถึงผลกระทบที่กว้างขึ้นต่อสังคมของเรา” ศาสตราจารย์เฮนรีกล่าว
ที่มา
The end of sex? How human reproduction could soon change forever