แชลลี มิทเชล ผู้เชี่ยวชาญการเกษตรด้านพืชสวน และนักภูมิสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยเสตทโอกลาโฮมา เขียนบทความในเว็บไซต์ เดอะคอนเวอร์เซชัน ระบุว่า การมี “สวน” หรือ “แปลงเพาะปลูกพืช” ในโรงเรียนให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ นอกจากช่วยให้เด็กๆ เติบโตพร้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเกษตร และระบบอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตในแต่ละวัน ยังมีผลต่อความสำเร็จด้านการเรียนของนักเรียนด้วย
ในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาถือกำเนิดขึ้น ประชากรราวร้อยละ 80 ใช้ชีวิตและทำการเกษตรอยู่ในฟาร์ม แชลลีบอกว่า ภายในเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษ สัดส่วนของประชากรที่อยู่ในฟาร์มกลับลดลงเหลือร้อยละ 40 และปัจจุบัน มีประชากรเพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ที่ยังอาศัยอยู่ในฟาร์ม
ในยุคที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในฟาร์ม การทำการเกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กๆ มีหน้าที่ช่วยงานในฟาร์ม โดยมีฤดูกาลเพาะปลูกและฤดูเก็บเกี่ยว เป็นตัวกำหนดตารางเวลาเปิดเทอมของโรงเรียน แต่ทุกวันนี้ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ห่างไกลจากภาคการเกษตรมาหลายชั่วอายุคนแล้ว การเกษตรจึงถูกมองว่าเป็น “อาชีพ” มากกว่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตดังเช่นในอดีต
ในปี 1981 กระทรวงเกษตรของสหรัฐ ตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหา “ความไม่รู้ด้านเกษตรกรรม” ของชาวอเมริกัน นำไปสู่การก่อตั้งโครงการสอนวิชาการเกษตรในโรงเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจการเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืช และการทำสวนมากยิ่งขึ้น
แชลลี ซึ่งเคยเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมปลายที่โอคลาโฮมา พบว่า “สวน” เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยมให้กับนักเรียน เธอบอกว่า ในชั้นเรียน เด็กนักเรียนใช้ร้อยละ 84 ไปกับการนั่ง เทียบกับเมื่ออยู่ในสวน สัดส่วนของเวลานักเรียนใช้ไปกับการนั่งอยู่กับที่ลดลงเหลือเพียงราวร้อยละ 15 เท่านั้น
แชลลีบอกว่า การมีสวนเกษตรในโรงเรียน ช่วยให้เด็กๆ เติบโตขึ้นพร้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเกษตรกรรมและระบบอาหารที่หล่อหลอมชีวิตประจำวันของพวกเขา
นอกจากนี้ การทำสวนยังช่วยพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับสายตา ซึ่งเชื่อมโยงกับความสำเร็จด้านการเขียน การคำนวณ และการอ่าน การทำสวนแทนการนั่งอยู่ในห้องเรียนตลอดทั้งวัน ยังช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับนักเรียนอีกด้วย
เธอบอกว่า การที่นักเรียนได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำจริงนั้น ดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้มากกว่าการนั่งฟังบรรยายในชั้นเรียน เพราะการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจะกระตุ้นการทำงานของสมองหลายส่วน ส่งผลต่อความเข้าใจและการจำแนวคิดต่างๆ ได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักเรียนทดลองตามความสงสัยใคร่รู้ของตัวเอง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำ
แชลลี่บอกว่า ระหว่างทำงานในสวน นักเรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงทัศนคติเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
เธอบอกว่า โดยพื้นฐานแล้ว “การทำสวน” ก็คือ “การทดลองทางวิทยาศาสตร์” ที่เต็มไปด้วยตัวแปร เช่น น้ำ อุณหภูมิ และแสงแดด ตัวแปรแต่ละอย่างล้วนส่งผลต่อความความเติบโตของพืชในสวน การปรับเปลี่ยนตัวแปรและสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
การทำสวนยังช่วยปลูกฝังทักษะชีวิต เช่น การทำงานเป็นทีม ความอดทน ความมั่นใจในตนเอง และความรับผิดชอบ ทั้งยังช่วยปลูกฝังนิสัยการกินผักให้กับนักเรียนด้วย เนื่องจากพวกเขามักจะอยากกินสิ่งที่ตัวเองปลูก
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการทำงานในสวน ช่วยให้นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อโรงเรียนเพิ่มขึ้น และนักเรียนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทำสวนของโรงเรียน ยังมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวร่างกายนอกเวลาเรียนมากขึ้นด้วย
แม้กิจกรรมทำสวนจะมีข้อดีหลายอย่างต่อนักเรียน แต่ทว่าก็มีความท้าทายด้วยเช่นกัน เพราะการจะมีโครงการสวนในโรงเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แชลลีบอกว่า ต้องเผชิญทัศนคติของครูและหน่วยงานที่กำกับด้านการศึกษา มีครูจำนวนมากบอกว่าไม่มีทั้งเวลาและงบประมาณสำหรับวิชาสวนครัวในโรงเรียน ขณะที่เขตการศึกษาตั้งเป้าหมายที่ผลคะแนนสอบของนักเรียนเป็นหลัก ขณะที่ครูหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่า มีความรู้มากพอที่จะสอนการทำสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรื่องความสวยงามก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนมองว่า ทำให้โรงเรียนดูรก เต็มไปด้วยวัชพืช และไม่ได้รับการดูแลเหมือนสวนพฤกษศาสตร์ มีสวนจำนวนไม่น้อยถูกปล่อยทิ้งร้างในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
ในทัศนะของแชลลี เธอมองว่า สวนไม่จำเป็นต้องหรูหราหรือใช้งบประมาณสูง เธอบอกว่า ความ “รก” คือ วิธีที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ และพัฒนาทักษะการทดลองเทคนิคการปลูกพืชแบบต่างๆ เพื่อเรียนรู้ว่า พืชแต่ละชนิดต้องการพื้นที่มากน้อยเพียงใด มีตัวแปรอะไรบ้างที่ต้องปรับเปลี่ยนในการปลูกครั้งถัดไป ซึ่งหากอาสาสมัครหรือครูเข้ามาเก็บกวาดหรือแก้ไขความผิดพลาดแทนนักเรียน เด็กๆ ก็จะไม่ได้เห็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวเอง และจะไม่เห็นว่า ทำไมจึงควรเปลี่ยนวิธีการปลูกหรือปรับเปลี่ยนปัจจัยต่างๆ ในครั้งต่อไป
“การทำสวน จะทำให้นักเรียนค่อยๆ เกิดความชื่นชมต่อเกษตรกรและแหล่งอาหารของพวกเขา เมื่อควบคู่ไปกับบทเรียนเกี่ยวกับระบบเกษตรกรรม เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเลือกซื้ออาหารอย่างมีข้อมูลมากขึ้น รวมถึงเข้าใจความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกษตรกรต้องเผชิญได้ดียิ่งขึ้น” แชลลีกล่าว
ที่มา
School gardens lead to more positive attitudes about the environment, study finds