Skip to main content

 

The Opener x KTC

 

ในวันที่ข่าวเต็มไปด้วยคำว่า “สงคราม เศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่แน่นอน” หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการใช้เงินของตัวเองมากขึ้น คิดก่อนซื้อ รวมถึงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ได้จำเป็น กลับยังเป็นสิ่งที่หลายคนยอมจ่าย

ข้อมูลจาก Deloitte (2026) ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 39% ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคถึง 75% ยังมีการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนว่า ผู้คนไม่ได้ “หยุดใช้เงิน” เพียงแต่กำลัง “เลือกใช้จ่าย” สอดคล้องกับ McKinsey & Company (2025) ที่พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้ลดการใช้จ่ายในบางเรื่อง แต่ยังคงยอมจ่ายกับสิ่งที่ให้คุณค่ากับตัวเอง โดย 65% ของ Gen Z ยังคงใช้เงินกับสิ่งที่พวกเขามองว่า มีความหมาย พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Lipstick Effect


Lipstick Effect คืออะไร? และเริ่มต้นจากไหน?

 

แนวคิด Lipstick Effect ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดย ลีโอนาร์ด ลอเดอร์ ประธาน บริษัทเอสเต ลอเดอร์ ในขณะนั้น ในช่วงหลังเหตุการณ์  9/11 ที่เป็นก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 กันยายน 2001 เครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำที่ถูกจี้โดยผู้ก่อการร้าย พุ่งชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จนตึกแฝดถล่มลงมาทั้งหลัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง

ลีโอนาร์ด สังเกตว่า แม้ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่ายสินค้าราคาแพง แต่ยอดขาย “ลิปสติก” กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่ข้อสังเกตสำคัญว่า เมื่อโลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินแต่เลือกใช้เงินกับสินค้าที่ราคาเอื้อมถึงได้

ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความอยากได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกสูญเสียการควบคุมในชีวิต เมื่อรายได้ อนาคต หรือสถานการณ์รอบตัวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การใช้เงินก้อนใหญ่มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น ในขณะที่การใช้จ่ายกับของชิ้นเล็กที่ราคาไม่สูงกลับให้ความรู้สึกดีได้ทันที และไม่ทำให้รู้สึกผิดต่อการใช้เงินมากนัก รวมถึงเป็นการซื้อความสบายใจในระดับที่ไม่กระทบแผนการเงินอนาคต


จากลิปสติก สู่พฤติกรรมผู้บริโภคทั้งระบบ

 

เมื่อมองให้กว้างขึ้น Lipstick Effect จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องสำอาง แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น พบว่าผู้คนไม่ได้เลิกแสวงหาความสุข แต่กำลังปรับขนาดของความสุขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง การชะลอการซื้อบ้านหรือรถ อาจเกิดขึ้นพร้อมกับการอนุญาตให้ตัวเองมีมื้ออาหารดีๆ เสื้อผ้า หรือของชิ้นเล็กเพื่อฮีลใจในแต่ละวัน

ลิปสติก จึงเป็นตัวแทนของการใช้จ่ายประเภทหนึ่ง ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มักมีลักษณะร่วมกันคือ ราคาเข้าถึงได้ ตัดสินใจง่าย และให้ความรู้สึกดีได้ทันที เพราะในโลกที่ควบคุมไม่ได้ การได้เลือกบางอย่างด้วยตัวเองกลายเป็นความมั่นคงรูปแบบหนึ่งของชีวิต


ไม่ใช่หยุดใช้เงิน แต่ต้องเข้าใจการใช้เงิน

 

สิ่งที่ Lipstick Effect สอนเราไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค แต่คือมุมมองต่อการใช้เงินให้สอดคล้องกับชีวิตของตัวเองมากที่สุด เพราะบางครั้งการเงินไม่ได้เป็นแค่เรื่องตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “เงิน” กับ “ความรู้สึก” ที่เราต้องดูแลให้ไม่ตึงเครียดจนเกินไป

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตัดทุกอย่างออก แต่คือ การรู้ว่า “ใช้ไปเพื่ออะไร ใช้แล้วกระทบอนาคตแค่ไหน และยังอยู่ในแผนการเงินที่เรารับได้หรือไม่” ซึ่ง เคทีซี มองว่าการเงินที่ดีไม่ได้อยู่ที่การใช้ให้น้อยที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกใช้โดยที่พรุ่งนี้ยังไม่ลำบาก และวันนี้ยังเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข