โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศตูนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างไกลและทุรกันดาร ได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรไม่แสวงกำไรในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้มีไฟฟ้าใช้เพียงพอจะทำให้เด็กนักเรียนมีน้ำอุ่นอาบในช่วงฤดูหนาว และยังส่งไฟฟ้าส่วนเกินไปให้โรงเรียนละแวกใกล้เคียงได้มีไฟฟ้าใช้
ย้อนไปเมื่อต้นทศวรรษ 2010 โรงเรียนมักธาร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำในภาคเหนือของตูนีเซีย แทบไม่มีน้ำดื่มที่สะอาด ไม่มีไฟฟ้า หรือกระทั่งอาหารที่มีโภชนาการสำหรับนักเรียนที่มีอยู่เกือบ 570 คน
ลอตฟี ฮามาดี ผู้ประกอบการชาวตูนิเซีย ผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ ‘Wallah We Can’ ช่วยระดมทุนสำหรับการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ ทำให้โรงเรียนมีเครื่องทำน้ำอุ่นจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้นักเรียนได้มีน้ำอุ่นสำหรับอาบในช่วงที่อากาศหนาวจัด
ขณะที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากเกินการใช้งานภายในโรงเรียน ถูกส่งไปยังโรงเรียนใกล้เคียงอีก 3แห่ง และยังเหลือส่งเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งสร้างรายได้ที่สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ของโรงเรียน
ลอตฟี ระดมเงินบริจาคได้ราว 100,000 ดีนาร์ตูนิเซีย หรือประมาณ 32,250 ดอลลาร์สหรัฐ และนำไปจัดซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 50 เครื่อง และแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 45,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าความต้องการของโรงเรียนถึง 4 เท่า
ลอตฟีเติบโตในประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายไปอยู่ที่แคนาดา และตัดสินใจกลับมายังตูนีเซีย หลังชัยชนะของประชาชนในการปฏิวัติอาหรับสปริงเมื่อปี 2011 ซึ่งประชาชนสามารถโค่นล้ม ซีเน อัล อาบีดีน เบน อาลี ประธานาธิบดีเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานลงได้สำเร็จ
ด้วยความตระหนักถึงปัญหาของโรงเรียนในเมืองมักธาร์ ลอตฟีจึงเริ่มระดมทุนจากภาคเอกชน เพื่อบรรเทาปัญหาความขัดสนที่ทำให้นักเรียนมากกว่า 526,000 คน หรือร้อยละ 22 ของนักเรียนในตูนิเซีย ต้องออกจากระบบการศึกษาในช่วงเวลาเพียง 5 ปี
“ผมหวังว่า ความสำเร็จของโรงเรียนแห่งนี้ จะช่วยกอบกู้ภาคการศึกษาของโรงเรียนภายใต้สังกัดรัฐบาลทั่วทั้งตูนิเซียที่กำลังถดถอยเอาไว้ได้” ลอตฟี กล่าว
ไฟฟ้าส่วนเกินที่โรงเรียนผลิตได้ บางส่วนถูกส่งให้กับโรงเรียนใกล้เคียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งขายกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งสร้างรายได้ราว 6,000 ดีนาร์ต่อปี หรือประมาณ 1,900 ดอลลาร์ต่อปี เงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้จ่ายหนี้สินของโรงเรียนและใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของโรงเรียน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตูนิเซียได้ลงทุนเงินจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ในโครงการพลังงานหมุนเวียน ตั้งแต่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงฟาร์มกังหันลม โดยรัฐบาลตั้งเป้าผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยให้ได้ 4,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 35 ของการใช้ไฟฟ้าของประเทศ เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ แต่ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนของตูนิเซีย ยังทำได้เพียงร้อยละ 5 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
ทุกวันนี้ นักเรียนของโรงเรียนมักธาร์ ได้เรียนในห้องเรียนที่อบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในฤดูหนาว และมีแสงสว่างเพียงพอให้สามารถทำการบ้านและอ่านหนังสือในยามค่ำคืน ขณะที่บุคลากรของโรงเรียนก็ได้รับการฝึกอบรมให้สามารถซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ได้ด้วยตนเอง
ไชม่า รูมา อดีตนักเรียนของโรงเรียนมักธาร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นโฆษกของ Wallah We Can บอกว่า นักเรียนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล จากวันที่ต้องทนหนาวอยู่ในห้องเรียนในช่วงฤดูหนาวซึ่งอากาศเย็นจนแทบจะทนไม่ไหว
นอกจากโรงผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว โรงเรียนยังมีฟาร์มขนาดพท้นที่ 50 ไร่ สำหรับผลิตพืชผักให้กับนักเรียน และเป็นสถานที่สร้างงานให้กับผู้ปกครองของนักเรียนที่ว่างงานได้อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนผลผลิตของไร่ส่วนเกินจะถูกนำไปขายในตลาดที่กรุงตูนิส เมืองหลวงของตูนิเซีย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับโรงเรียน
ลอตฟีกล่าวว่า การพัฒนาโรงเรียน คือ กุญแจสำคัญในการสร้างความหวังให้กับชาวตูนิเซีย ซึ่งเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจและการเมืองมาอย่างยาวนาน
“ผมเชื่อว่า มันเป็นไปได้ที่เด็กๆ ในเมืองขนาดเล็กและยากจนอย่างมักธาร์ จะสามารถได้รับการศึกษาซึ่งไม่ต่างจากในนิวยอร์กหรือปารีส และคนรุ่นนี้จะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่เรารอคอยมานานให้กับตูนิเซีย” ลอตฟีกล่าว
ที่มา
Shining example? Solar power boosts struggling Tunisian school