ความพยายามเชื่อมโยง “ศิลปะ” กับ “สุขภาพ” มีต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ รายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี 2019 ระบุว่า ศิลปะช่วยส่งเสริมสุขภาพได้หลายทาง ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ สนับสนุนพัฒนาการในเด็ก และยังช่วยให้ในการรับมือกับโรคทางจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคไม่ติดต่อ รวมถึงช่วยการดูแลในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
การทบทวนงานวิจัย 95 ชิ้นใน 27 ประเทศ ของ จิลล์ ซองเค นักวิจัยด้านศิลปะและสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า โครงการศิลปะอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ถึง 74% ทั่วโลก กระตุ้นให้ผู้คนมีพฤติกรรมที่ดี เช่น การเคลื่อนไหวผ่านการเต้น และพบว่าสามารถช่วยลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งส่งผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
งานวิจัยเหล่านี้ กำลังผลักดันให้เกิดความพยายามในการทำให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาล นักบำบัด และนักวิจัยทางคลินิก ก็เริ่มนำศิลปะและวัฒนธรรมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมเพื่อการรักษา ซึ่งมักให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง
“จากหลักฐานทางระบาดวิทยาที่เรามีในตอนนี้ เราเข้าใจแล้วว่า การเข้าถึงศิลปะเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เราไม่เคยบอกว่าศิลปะสามารถแทนที่ยา หรือการรักษาทางการแพทย์ได้ แต่มันสามารถเป็นส่วนเสริม เป็นพันธมิตรที่สำคัญของการรักษาได้อย่างแท้จริง” จิลล์ กล่าว
จิลล์ เคยเป็นศิลปินประจำที่มหาวิทยาลัยสุขภาพฟลอริด้า เธอทำงานกับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคโลหิตจาง และพบว่า การเต้นช่วยบรรเทาอาการปวดของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนแพทย์ต้องบันทึกลงในแฟ้มผู้ป่วยว่า การเต้นให้ผลดีกว่ายา
ปัจจุบัน ราวครึ่งหนึ่งของโรงพยาบาลในสหรัฐ มีโครงการด้านศิลปะบางรูปแบบ แต่ที่ มหาวิทยาลัยสุขภาพฟลอริด้า มีการบูรณาการศิลปะเข้ากับการแพทย์ผ่านระบบเวชระเบียน แพทย์และพยาบาลสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังโครงการ UF Health Shands Arts in Medicine ซึ่งมีศิลปินประจำอยู่ในโรงพยาบาล ในปี 2025 โครงการได้จัดกิจกรรมศิลปะให้กับผู้ป่วยกว่า 13,000 ครั้ง ตั้งแต่คลาสเต้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ไปจนถึงการวาดภาพ การทำภาพโมเสกกับเด็ก และในปี 2025 ผ่านมา ผู้ป่วยโรคโลหิตจางได้ร่วมกันบันทึกและออกอัลบั้มเพลง
ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้เชื่อว่า ประโยชน์จะยิ่งขยายวงกว้าง หากมีการเพิ่มการเข้าถึงศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในระดับชุมชน เช่น ในโรงเรียน แม้โครงการที่เชื่อมโยงศิลปะกับสุขภาพจะมีอยู่ในชุมชนมานาน แต่ปัจจุบันกำลังมีความพยายามมากขึ้นในการสร้างระบบที่เชื่อมโยงและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในปาล์มบีชเคาน์ตี รัฐฟลอริดา ศิลปินร่วมกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พัฒนาโครงการศิลปะเพื่อสุขภาพจิตของเยาวชน และการมีชีวิตสร้างสรรค์ในวัยชรา ขณะที่ในแคนซัสซิตี้ กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่นก็ทำงานร่วมกันในแนวทางที่คล้ายคลึงกันผ่านแนวคิดเรื่องใบสั่งยาทางสังคม
ความร่วมมือเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในรูปแบบโครงการนำร่องที่ เรียกว่า Community Neuroarts Coalitions ในปี 2022 โดยความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ และสถาบันเอสเพน โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมคนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มาร่วมพัฒนาโครงการศิลปะที่มีอยู่เดิม และสร้างโครงการใหม่ๆ พร้อมทั้งยกระดับด้วยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อขยายองค์ความรู้ในด้านนี้ ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายดังไปเป็น 11 กลุ่มทั่วสหรัฐ และมีแผนจะนำโมเดลนี้ไปใช้ในชุมชนอื่นๆ ทั่วโลก
“ศิลปะมักถูกมองว่าเป็นสิ่งสูงส่ง ห่างไกล แต่ความจริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์นั้นเข้าถึงได้ ไม่แพง และขาดไม่ได้” ซูซาน แม็กซาเมน ผู้อำนวยการ International Arts + Mind Lab คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ กล่าว
ที่มา
Art Is Becoming a Medical Treatment