Skip to main content

 

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก “เครื่องปรับอากาศ” รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากจีน และเม็กซิโก คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 11 ของการส่งออกทั่วโลก และมีมูลค่าการส่งออกเกือบค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของเครื่องปรับอากาศระบบ “อินเวอร์เตอร์” ที่ใช้สารทำความเย็น R-32 ซึ่งทำความเย็นได้เร็ว ลดการใช้พลังงาน และไม่ทำลายชั้นโอโซน โดยที่ตลาดส่งออกหลักเครื่องปรับอากาศของไทยมีทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

รายงานการติดตามสภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ของธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีคาร์บอนต่ำในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญและมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของโลก โดยที่เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพของไทย

The Opener ได้สัมภาษณ์ ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิแอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทยในวันที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และความต้องการสินค้าและบริการที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ


เศรษฐกิจสีเขียว เป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ของไทย

 

ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานอันดับต้นๆ ของโลก ดร.ณรัณ ระบุว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี ยังมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้พลังงานทางเลือก การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการลดของเสีย

ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดส่งออกเครื่องปรับอากาศของไทย ทั้งยุโรปและอเมริกา ต่างให้ความสนใจกับกระบวนการผลิตว่า ผลิตอย่างไร รักโลกหรือไม่ โดยจะเห็นได้จากมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ เช่นเรื่องของ CBAM หรือมาตรการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป

“เรื่องกรีนอีโคโนมีเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในเวลาเดียวกัน ถ้าเราสามารถที่จะมูฟไปเป็นการผลิตแบบ green manufacturing สามารถลดการใช้พลังงาน หรือลดการปล่อยคาร์บอนในการผลิตได้ เพื่อตอบสนองกฎเกณฑ์ต่างๆ ของประเทศที่เป็นลูกค้า มันคือโอกาส”  ดร.ณรัณ กล่าว

แต่ขณะเดียวกัน ความพร้อมในปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ดร.ณรัณ ชี้ว่า เป็นความท้าทายที่มาพร้อมกับโอกาส

“มันยากอยู่แล้ว ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ผมคิดว่า เรามีความพร้อม และน่าจะพร้อมเป็นอันดับต้นๆ มากกว่าประเทศคู่แข่ง” ดร.ณรัณ กล่าว

 

ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

(ภาพโดย The Opener)


จีน ยักษ์ใหญ่ที่ไม่ควรท้าชน เน้นมุ่งตอบโจทย์ลูกค้า

 

รายงานของธนาคารโลก ระบุว่า จีน ซึ่งผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก มีความได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และมีขนาดการผลิตที่ใหญ่ ทำให้สามารถเสนอสินค้าในราคาที่แข่งขันได้ ขณะที่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับสูงของจีนยังทำให้เกิดนวัตกรรมด้านประสิทธิภาพพลังงานและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าเครื่องปรับอากาศในตลาดโลก

ดร.ณรัณ บอกว่า ต้องยอมรับความจริงว่า จีนเป็นอันดับ 1 ของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นในตลาดโลก และประเทศไทยคงไม่ไปชนกับจีนในด้านของแมสโปรดักชัน การลดต้นทุน หรือเครือข่ายในการขาย แต่เน้นการปรับปรุงสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เนื่องจากหลายประเทศยังเชื่อมั่นในแบรนด์ “เมดอินไทยแลนด์”

“ผมคิดว่า ไทยต้องทำตัวเราเองให้ดีที่สุด ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าประเทศต่างๆ ต้องเตรียมพร้อม ปรับปรุงไลน์การผลิตให้รักโลกมากขึ้น กรีนมากขึ้น ลดคาร์บอนฟุตปรินต์ในการผลิตลง ในตลาดโลก ยังมีหลายประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ให้เครดิตกับสินค้าที่เป็น made in Thailand ต้องโฟกัสในการทำตลาดในประเทศเหล่านั้น” ดร.ณรัณ กล่าว


การสนับสนุนจากภาครัฐ: การวิจัยและพัฒนา สร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ๆ และสนับสนุน SME

 

ดร.ณรัณ บอกว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมีการร่วมมือกับภาคเอกชนเป็นอย่างดีเสมอมา จนทำให้อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทยขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งหากปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ คงไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้

อย่างไรก็ดี ยังมี 2-3 ประเด็นที่ ดร.ณรัณ มองว่า อยากให้ภาครัฐให้การสนับสนุน

เรื่องแรก ตัวผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ : โดยรัฐอาจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหรือโรงงานทำการวิจัยและพัฒนาโดยมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี หรือนโยบายอื่นๆ ที่สนับสนุนภาคเอกชนทำวิจัยและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น รักโลกมากขึ้น รวมถึงตั้งมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่มี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ และทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยดียิ่งขึ้น

เรื่องที่สอง การสนับสนุนที่เป็น green manufaturing มากขึ้น : โดยสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก รวมถึงดูเรื่องค่าแรงของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งหากภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมทั้งกับผู้ประกอบการและลูกจ้าง จะช่วยให้ภาคเอกชนก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจ และช่วยให้ผู้ผลิตจากต่างประเทศสนใจมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

เรื่องที่สาม การเข้าถึงแหล่งเงินทุน :โดยเฉพาะผู้ผลิตในระดับ SME ซึ่งปัจจุบันมีความลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

“ถ้าเราอยากดันให้ประเทศไทยมูฟไปเป็น green manufacturing ได้ ก็ต้องดันทั้งหมด ทั้งผู้ผลิต tier 1, tier 2 และ 3  เพราะฉะนั้น การช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับเปลี่ยนทั้งผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นได้ จะเป็นการดันให้ทั้งอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตสีเขียวได้เร็วขึ้น” ดร.ณรัณ กล่าว


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โอกาสและความท้าทาย การเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางการผลิต 'รถยนต์ไฟฟ้า' ของไทย