Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


ผมเชื่อว่า มีหลายคนกำลังคุยกันถึงเรื่องๆ หนึ่งอยู่แน่ๆ ไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่ภาษี ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะมีน้ำมันเติมไหม และไม่ใช่ เรื่อง AI

แต่มันคือ เรื่อง “ความเปราะบาง” ของชาติ

นักเศรษฐศาสตร์เรียกมันว่า national fragility นักยุทธศาสตร์เรียกมันว่า systemic risk แต่ถ้าพูดตรงๆ มันคือคำถามที่ว่า "ถ้าวันพรุ่งนี้โลกพัง ประเทศคุณจะยืนอยู่ได้นานแค่ไหน ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเละเทะ"

โควิด-19 สร้างรอยแผล สงครามยูเครนกดแผล การทะเลาะกันเรื่องภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐฯ กับทุกคนในปี 2025-2026 ยิ่งตอกย้ำว่า โลกที่เราเคยคิดว่า "เชื่อมต่อกันดี" มันเชื่อมต่อกันดีจริง แต่พอมันพัง มันพังพร้อมกันทุกที่เลย

ในการถกเถียงนั้น ชื่อของประเทศหนึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกหยิบยกมา คือ "สวิตเซอร์แลนด์"

ไม่ใช่เพราะประเทศสวย รวย หรือนาฬิกายืมเพื่อน แต่เพราะดูเหมือนวิกฤตส่วนใหญ่มันแตะสวิสได้แค่ผิวๆ ขณะที่ประเทศอื่นกำลังหมดหวังกับนายก กับระบบราชการ แต่สวิสยังเปิดร้านขายนาฬิกาได้ตามปกติ

ทำไมจึงเป็นแบบนั้น? ลองมาดูกัน

 

1) บทเรียนบทแรก: เคยเจ็บมาแล้ว จำไว้เลย

 

สวิสไม่ได้ฉลาดและเข้มแข็งมาตั้งแต่เกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำพวกเขาเละโดยที่ไม่ทันตั้งตัว อาหารขาด ของจำเป็นหาย รัฐบาลต้องตั้งหน่วยงานฉุกเฉินแบบงกๆ กลางสงคราม ปลายปี 1918 นำไปสู่การนัดหยุดงานทั่วประเทศ เศรษฐกิจล้มแบบที่คนรุ่นหลังยังพูดถึงด้วยความเจ็บปวด

แต่แทนที่จะลืม พวกเขาตัดสินใจจำ แล้วก็สร้างระบบขึ้นมาเพื่อให้แน่ใจว่าจะ "ไม่เจ็บแบบเดิมอีก" ไม่ว่าโลกจะหมุนไปทิศไหน

 

2) ซื้อเวลาให้ตัวเอง

 

สวิสมีคลังสำรองสินค้าจำเป็น "อาหาร ยา น้ำมัน" และไม่ได้อยู่ในมือรัฐบาล

กฎหมายของสวิตเซอร์แลนด์ บังคับให้บริษัทเอกชนที่นำเข้าหรือผลิตสินค้าจำเป็นต้องสต็อกไว้จำนวนหนึ่งตลอดเวลา รัฐแค่ค้ำประกันสินเชื่อให้ ต้นทุนตกที่เอกชน ราคาต่อหัวประชากรปีละ 14 ฟรังก์ ซึ่งถูกกว่ากาแฟหนึ่งแก้วในซูริก

ตัวเลขปัจจุบัน: น้ำมันและดีเซล 4.5 เดือน, ยาปฏิชีวนะ 5-6 เดือน, อาหารหลัก 2-4 เดือนแล้วแต่ชนิด ส่วนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สต็อกไว้ 1 ปีเต็ม

ปี 2024 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งเสนอขยายสต็อกอาหารให้ถึง 12 เดือน เหตุผลคือ สงครามยูเครนพิสูจน์ว่าโซ่อุปทานโลกพังได้นานกว่าที่ทุกคนคาด

มันไม่ใช่ความหวาดระแวง มันคือ “การซื้อเวลา” ให้ตัวเองคิดได้ในขณะที่คนอื่นกำลังตกใจ

 

3) บังเกอร์ใต้ดิน: ประเทศที่เตรียมตายตลอดเวลา

 

สวิสมีหลุมหลบภัยใต้ดิน 370,000 แห่ง รองรับคนได้ 9.3 ล้านคน สำหรับประชากร 8.7 ล้านคน coverage rate 107% เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีที่พักพิงสำหรับทุกคนจริงๆ

ตั้งแต่ปี 1963 กฎหมายบังคับว่า อาคารใหม่ทุกหลังต้องสร้างบังเกอร์มาด้วย หรือจ่ายค่าธรรมเนียมให้รัฐสร้างแทน โดยซ่อนอยู่ใต้โรงรถ ห้องใต้ดิน โรงพยาบาล ซึ่งดูธรรมดาจนแทบมองไม่เห็น

สโลแกนที่ขับเคลื่อนโครงการนี้ในยุคสงครามเย็น

"ความเป็นกลางไม่ได้ป้องกันกัมมันตภาพรังสี"

ประโยคเดียว บอกทุกอย่าง พวกเขารู้ว่าโลกไม่ได้เอ็นดูใคร แม้แต่ประเทศที่วางตัวเป็นกลาง

 

4) ไฟฟ้าที่ไม่ต้องขอจากใคร

 

เวลาที่วิกฤตพลังงานโลกเข้ามา ประเทศที่พึ่งก๊าซจากรัสเซีย หรือน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย คือ ประเทศที่เจ็บก่อนและเจ็บหนักที่สุด

แต่ "สวิส" ไม่อยู่ในรายชื่อนั้น

ปี 2023 ไฟฟ้าของสวิส 57% มาจากน้ำ, 32% มาจากนิวเคลียร์ รวมกันเกือบ 90% ที่ไม่ผ่านมือ OPEC หรือ Gazprom แม้แต่ยูนิตเดียว เทือกเขาแอลป์ที่คนนึกถึงแค่ภาพสวยๆ ในปฏิทิน คือ โรงงานไฟฟ้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ราคาพลังงานที่นิ่งกว่า = ต้นทุนธุรกิจที่ต่ำกว่า = บริษัทที่อยู่รอดในช่วงที่เพื่อนบ้านกำลังจ่ายค่าไฟแพง

 

5) 26 Cantons: เรือที่มีประตูกั้นน้ำ

 

“ระบบรวมศูนย์” มีจุดอ่อนชัดเจน ถ้าข้างบนตัดสินใจผิด ทุกอย่างจะพังพร้อมกันทั้งแถบ

สวิส ออกแบบตัวเองให้ไม่มีจุดเดียวที่พลาดแล้วทุกอย่างล้ม 26 Cantons มีอำนาจด้านภาษี กฎหมาย งบประมาณ และนโยบายสาธารณะของตัวเอง รัฐบาลกลางทำหน้าที่ประสาน ไม่ใช่สั่งการ

วิกฤตการเงิน? Canton ฮับธนาคารจัดการของตัวเองก่อน

วิกฤตเกษตร? Canton ชนบทตอบสนองได้โดยไม่ต้องรอสัญญาณจาก Bern

โรคระบาด? แต่ละ Canton ปิดและเปิดตามข้อมูลพื้นที่จริง ไม่ใช่ตามมติจากส่วนกลาง

ถ้าเกิดรูรั่วแค่ห้องเดียว เรือทั้งลำก็ยังลอยน้ำได้

 

6) เงินที่โลกวิ่งหาในยามที่ตกใจ

 

เกิดวิกฤตทีไร “เงิน” ไม่ไหลออกจากสวิส แต่กลับไหลเข้า

ฟรังก์สวิส (CHF) คือ สกุลเงินที่นักลงทุนทั่วโลกวิ่งหาเวลาที่รู้สึกกลัว เพราะ 200 กว่าปีของนโยบายการเงินที่น่าเบื่อ ไม่พิมพ์เงินเพื่อซื้อคะแนน ไม่กู้เพื่อสร้างความนิยม ความนิ่งที่ดูไม่เซ็กซี่นี้ กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในยามวิกฤต

ในขณะที่ทุกประเทศกำลังนำเข้าเงินเฟ้อมาพร้อมกับน้ำมัน ค่าเงินแข็งทำให้สวิสนำเข้าสินค้าได้ถูกกว่าคนอื่น ราคาถูกลงแทนที่จะขึ้น

 

7) แล้วถ้าเป็นไทยล่ะ?

 

ต้มยำกุ้งปี 1997: ระบบรวมศูนย์ล้ม ทุกอย่างพังพร้อมกัน

โควิด-19: การตัดสินใจต้องผ่านกรุงเทพฯ ทั้งหมด จังหวัดที่ไกลออกไปต้องรอ แม้กระทั่งหน้ากากอนามัย

ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่คนไม่ฉลาด แต่ที่ระบบถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุม” ไม่ใช่เพื่อ “ทนทาน”

ถ้าเชียงใหม่มีงบและอำนาจตัดสินใจได้เหมือน Canton ในสวิส จะเกิดอะไรขึ้น?

ไม่ใช่แค่ "ขยับได้เร็วขึ้น"  แต่ถ้าตัดสินใจผิด แค่เชียงใหม่เจ็บ ไม่ใช่เจ็บกันทั้งประเทศ

นั่นคือ “ความแตกต่าง” ระหว่างประเทศที่เปราะบาง กับประเทศที่ทนทาน

สวิสเลือก “ทนทาน” แล้วไทยล่ะ เรากำลังเลือกอะไรอยู่?