องค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ผลักดันแนวคิดการออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Cradle to Cradle จนนำไปสู่การนำไปใช้จริงในชุมชนและเมืองหลายแห่งในเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์
C2C LAB องค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงเบอร์ลิน ตั้งขึ้นตามแนวคิด Cradle to Cradle (C2C) หรือการออกแบบและผลิตสินค้าที่วัสดุทุกอย่างสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% โดยไม่เกิดขยะหรือทิ้งสารพิษตกค้างไว้ในสิ่งแวดล้อม
นอรา กรีฟาห์น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง C2C LAB ในปี 2012 บอกว่า เธอต้องการแสดงให้เห็นว่า Cradle to Cradle ไม่ใช่แค่แนวคิดหรือวิสัยทัศน์ แต่เธอแสดงให้เห็นว่า สามารถนำมาใช้ได้จริงผ่านอาคารสำนักงานใหญ่ของ C2C LAB
อาคารสำนักงานใหญ่ของ C2C LAB ปรับปรุงจากคลินิกและร้านขายยาเก่า ภายใต้แนวคิด C2C และเป็นสำนักงานที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ช่วยฟอกอากาศ ไม้ที่ใช้ตกแต่งภายในมาจากการทำไม้ที่ยั่งยืน เฟอร์นิเจอร์สำนักงานสามารถแยกชิ้นส่วนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด เบาะที่นั่งสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ชาที่ดื่มมาจากสวนที่เป็นเกษตรกรรมฟื้นฟู และเบียร์ก็ผลิตจากขนมปังเหลือทิ้ง
เธอบอกว่า วัสดุชีวภาพ เช่น ฝ้าย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้อย่างปลอดภัย ควรถูกส่งกลับคืนสู่ระบบนิเวศ ส่วนวัสดุอย่างโลหะและพอลิเมอร์ที่มีความคงทน ควรนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปรีไซเคิลได้หลายครั้งจนแทบไม่รู้จบ ซึ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยวัสดุทั้งสองประเภท ควรทำให้สามารถแยกออกจากกันได้ 100% เช่น โลหะที่เป็นส่วนประกอบของเก้าอี้สำนักงานควรนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะที่เบาะรองนั่งควรทำให้ย่อยสลายได้ในทางชีวภาพ
นอราบอกว่า แม้แต่ตัวอาคารเองก็สามารถออกแบบให้ทำหน้าที่เสมือน “คลังวัสดุ” ที่ส่วนประกอบต่างๆ สามารถถอดแยก กู้คืน และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และสร้างคุณค่าเช่นเดียวกับป่าไม้ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศ จัดการน้ำ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากมารวมตัวกัน
เธอบอกว่า แมเแนวคิด Cradle to Cradle จะใกล้เคียงกับ แนวคิดการรีไซเคิล และเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่มีความต่างกัน โดยเศรษฐกิจหมุนเวียนที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ยังคงมีสารพิษหมุนเวียนอยู่ในระบบได้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ การมีมลพิษเพิ่มขึ้นและทำให้ผู้คนเจ็บป่วย
ขณะที่คำถามในการออกแบบตามแนวคิด Cradle to Cradle มีความครอบคลุมกว่า เช่น ผลิตภัณฑ์นี้ปลอดภัยต่อผู้คนหรือไม่? วัสดุที่ใช้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่? คนงานได้รับการคุ้มครองระหว่างกระบวนการผลิตหรือไม่? ผลิตภัณฑ์นี้สร้างประโยชน์ให้กับระบบนิเวศ หรือเพียงแค่ลดความเสียหายที่มันก่อขึ้น?
นอรา เคยนำแนวคิด Cradle to Cradle มาทดลองกับคนจำนวนหลายแสนคนในพื้นที่ขนาดใหญ่ ผ่านการจัดคอนเสิร์ตร่วมกับวงดนตรีชื่อดังของเยอรมัน อย่าง Die Ärzte และ Die Toten Hosen โดยทำให้คอนเสิร์ตของทั้งสองวงเป็นพื้นที่ทดลองขนาดใหญ่ของแนวคิดนี้ ซึ่งผู้คนเดินทางมาชมคอนเสิร์ตมากถึง 330,000 คน เทียบได้กับประชากรของเมืองหนึ่งเมืองเลยทีเดียว
“พวกเขาต้องเดินทาง ต้องกิน ต้องดื่ม ต้องใช้ห้องน้ำ และซื้อสินค้า คอนเสิร์ตจึงสามารถเป็นกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชากรทั้งหมดของเราได้” นอรากล่าว
นอกราบอกว่า ผู้เข้าชมคอนเสิร์ตราวร้อยละ 85 เดินทางมาโดยระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน หรือเดินเท้า เทียบกับคอนเสิร์ตทั่วไปที่เกือบร้อยละ 55 ผู้ชมเดินทางมาร่วมงานด้วยรถยนต์ส่วนตัว
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่จัดคอนเสิร์ต C2C Lab และพันธมิตรได้ทดลองใช้แนวทางต่างๆ เช่น การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ขายเสื้อยืดที่สามารถนำไปทำปุ๋ยหมักได้ รวมถึงห้องน้ำที่เปลี่ยนของเสียจากมนุษย์ให้กลายเป็นปุ๋ยและดิน นอกจากนี้ ยังมีเครื่องผลิตน้ำจากอากาศที่สามารถดึงน้ำดื่มออกมาจากอากาศได้
นอราบอกว่า มีหลายพื้นที่ที่แนวคิด Cradle to Cradle สามารถนำมาใช้ได้จริงในระดับเมืองและชุมชนแล้ว เช่น ในเนเธอร์แลนด์ มีเมืองและชุมชนที่ประกาศยึดหลัก C2C หรือ Moringa ในเมืองฮัมบูร์กของเยอรมนี ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยสูงแห่งแรกของเยอรมนีที่สร้างตามแนวคิด C2C ที่มีห้องพักทั้งหมด 212 ยูนิต
ที่มา
Forget Recycling. What If We Could Compost or Reuse Everything?