การยืน หรือทุกย่างก้าวเดินของเรา กล้ามเนื้อ “น่อง” มีส่วนสำคัญต่ออิริยาบถเหล่านี้ แต่บทบาทที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของกล้ามเนื้อน่อง คือ การทำหน้าที่เป็นเสมือน “ปั๊ม” ที่นำเลือดบริเวณขาและเท้าผ่านหลอดเลือดดำต้านแรงโน้มถ่วง เพื่อนำเลือดย้อนกลับเข้าสู่หัวใจ จนบางครั้งกล้ามเนื้อน่องถูกเรียกว่า “หัวใจดวงที่สอง” ของร่างกาย
โดยปรกติ หัวใจจะสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนส่งไปทั่วร่างกายผ่านทางหลอดเลือดแดง เมื่อเลือดเดินทางไปถึงขาแล้วจะไหลย้อนกลับผ่านหลอดเลือดดำ แต่ด้วยความที่เส้นเลือดดำที่ขาไม่สามารถสร้างแรงสูบฉีดที่มากพอจะส่งเลือดกลับสู่หัวใจได้ด้วยตัวเอง จึงต้องพึ่งหากลไกการปั๊มจากกล้ามเนื้อน่อง
กลไกการทำงานนี้ จะเกิดขึ้นขณะที่เราเดิน วิ่ง หรือยกส้นเท้า กล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังของขาส่วนล่างจะหดตัว การหดตัวนี้จะไปกดหลอดเลือดดำที่อยู่ใกล้เคียง และดันให้เลือดภายในหลอดเลือดดำไหลกลับขึ้นสู่ร่างกายส่วนบน โดยภายในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นขนาดเล็ก ทำหน้าที่เปิดทางให้เลือดไหลไปได้เพียงทิศทางเดียว ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลงไปที่เท้าระหว่างที่กล้ามเนื้อคลายตัว การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อน่องแต่ละครั้ง จึงช่วยส่งเลือดให้เข้าใกล้หัวใจขึ้นมากขึ้น
หากกลไกการทำงานนี้ผิดปกติ อาจทำให้มีอาการข้อเท้าบวม หรือปวดเมื่อยขา หรืออาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหาหลอดเลือดดำได้ในระยะยาว
มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การทำงานที่ผิดปรกติของกล้ามเนื้อน่อง อาจบ่งบอกสถานะของสุขภาพโดยรวมของเราได้ เช่น งานวิจัยเมื่อปี 2020 ของ มาโยคลินิก ศูนย์วิจัยและศูนย์การแพทย์ชั้นนำของสหรัฐ ทำการศึกษาข้อมูลทางการแพทย์ของคนวัยผู้ใหญ่มากกว่า 2,700 คนที่เข้ารับการตรวจหลอดเลือดในห้องปฏิบัติการ พบว่า คนที่กล้ามเนื้อน่องอ่อนแอ และมีความบกพร่องในการสูบฉีดเลือด มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตสูงกว่า โดยพบว่า หลังผ่านไป 10 ปี อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 18 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนที่กล้ามเนื้อน่องทำงานปรกติถึง 3 เท่า
งานวิจัยระบุว่า กล้ามเนื้อน่องที่อ่อนแอ อาจเป็นผลจากการไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ หรือการเป็นโรคที่ส่งผลต่อเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ หรือภาวะสุขภาพโดยรวมที่ย่ำแย่
ขณะที่งานวิจัยขนาดใหญ่ของมาโยคลินิก ในปี 2024 ซึ่งศึกษาผู้ป่วยราว 6,000 คน พบว่า ความสามารถในการปั๊มเลือดของกล้ามเนื้อน่องที่ลดลง สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการเสียชีวิต โดยพบว่า ผู้ป่วยที่มีความสามารถในการสูบฉีดเลือดของกล้ามเนื้อน่องที่แย่ที่สุด มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าคนที่กล้ามเนื้อน่องสูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพถึง 2 เท่า
สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐ ระบุว่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการยืนนิ่งๆ หรือการนั่ง และแนะนำว่า ควรลุกขึ้นยืนและเดินไปรอบๆ อย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง เพราะการเดินช่วยให้กล้ามเนื้อน่องหดตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกลไกการสูบกลับของเลือดขึ้นสู่หัวใจ เช่นเดียวกับการวิ่ง การเดินขึ้นบันได และการเขย่งปลายเท้าซ้ำๆ หรือหากไม่สามารถลุกขึ้นได้ การกระดกข้อเท้าขึ้นลง หรือยกส้นเท้าขึ้นโดยให้ปลายเท้ายังคงแตะพื้น ก็สามารถช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อน่อง และช่วยให้กลไกการปั๊มเลือดกลับสามารถทำงานต่อเนื่องได้
มีงานวิจัยในปี 2022 ที่พบว่า การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อน่อง มีประโยชน์มากกว่าการช่วยส่งเลือดจากขากลับสู่หัวใจ โดยพบว่า การกระตุ้นกล้ามเนื้อโซเลียส (soleus) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อน่องชั้นที่ลึก โดยวางส่วนหน้าของเท้าไว้กับพื้น แล้วออกแรงยกและลดส้นเท้าขึ้นลงซ้ำๆ ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ร่างกายจัดการกับกลูโคสและไขมันหลังรับประทานอาหารได้ดีขึ้น
งานวิจัยพบว่า การเคลื่อนไหวในท่าดังกล่าวตลอด 2 ชั่วโมงที่ทำการทดสอบ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้ถึงราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับการนั่งนิ่งๆ
ที่มา
Your Body Has a 'Second Heart', And It's Crucial You Keep It Pumping