พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
ถ้าเรามองจีนและเกาหลีใต้ในวันนี้ เราอาจเห็นแต่ภาพของ “มหาอำนาจทางเทคโนโลยี” จีน คือ ฐานการผลิต EV แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ สมาร์ตโฟน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ ส่วนเกาหลีใต้ คือ บ้านของ Samsung, SK Hynix, LG, Hyundai และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก (บวกการปั่นหุ้นสายเทคช่วงนี้)
แต่ภาพเหล่านี้ ทำให้เราลืมความจริงที่สำคัญไปว่า ทั้งสองประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่งคั่ง ไม่ได้มีเงินทุนล้นเหลือ และไม่ได้มีตัวตนในแผนที่เทคโนโลยีโลกมานานหลายทศวรรษ
หลังสงครามเกาหลี เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยากจนมาก รายได้ต่อหัวอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายจากสงคราม และประเทศต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างหนัก ในช่วงเวลานั้นเกาหลีใต้ไม่ได้มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไม่มีฐานวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และไม่มีบริษัทระดับโลกอย่างทุกวันนี้ แถมส่งคนมาเรียน มหาวิทยาลัยในประเทศไทยอีกต่างหาก
ส่วนจีนก่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจปลายทศวรรษ 1970 ก็เป็นประเทศที่ยากจน มีผลิตภาพต่ำ เทคโนโลยีล้าหลัง และระบบเศรษฐกิจยังปิดจากโลกภายนอกเป็นส่วนใหญ่ หากวัดจากรายได้ต่อหัว จีนในเวลานั้นยังอยู่ไกลจากประเทศอุตสาหกรรมมาก
ดังนั้น คำถามที่ผมอยากชวนกลับมาถามกันใหม่ (จริงๆ เคยสอนลูกศิษย์ไปหลายรุ่นแล้ว) ไม่ใช่ “พวกเขามีเงินเท่าไรในตอนเริ่มต้น” แต่คือ “พวกเขาใช้เงินด้วยปรัชญาแบบไหน” จึงสามารถเปลี่ยนประเทศจาก “สังคมยากจน” ให้กลายเป็นประเทศที่สร้างนวัตกรรมได้
คำตอบที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งสองประเทศไม่ได้มองเงินในฐานะเครื่องมือเพื่อความสะดวกสบายระยะสั้น แต่มองเงินในฐานะเครื่องมือเพื่อสร้าง “ความสามารถในการผลิตระยะยาว” เงินกู้ เงินออม เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และเงินลงทุนจากต่างชาติ ถูกตั้งคำถามเดียวกันว่า เงินก้อนนี้จะทำให้ประเทศผลิตอะไรได้เองมากขึ้น ทำให้คนเก่งขึ้น และทำให้เทคโนโลยีฝังอยู่ในประเทศได้หรือไม่
เกาหลีใต้ใช้ปรัชญาที่ว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการสร้างรายได้จากการส่งออก (ก็ไปเรียนมาจาก ธรรมศาสตร์ และจุฬาฯ แหละครับ เพื่อนๆ ผมที่ STEPI จบไทยหลายคนเลย) เพราะเขาเป็นประเทศไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากพอ จะรวยจากการขายทรัพยากรก็ไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาแรงงาน คน และการเรียนรู้จากต่างชาติ
ในช่วงแรก เกาหลีใต้เริ่มจากอุตสาหกรรมเบาที่ใช้แรงงาน เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า วิกผม และสินค้าง่ายๆ เพื่อหาเงินตราต่างประเทศ จากนั้นจึงนำรายได้และเงินกู้ไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่หนักขึ้นและซับซ้อนขึ้น เช่น เหล็ก เคมี การต่อเรือ เครื่องจักร และรถยนต์ ปรัชญานี้คือ การไม่กระโดดข้ามขั้น แต่ก็ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ขั้นเดิม ประเทศไต่บันไดจากของถูกไปสู่ของแพง จากแรงงานราคาถูกไปสู่เทคโนโลยีที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
แหล่งเงินตั้งต้นของเกาหลีใต้มาจากหลายทาง ทั้งความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หลังสงครามเกาหลี เงินชดเชยและเงินกู้จากการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เงินกู้จากต่างประเทศที่รัฐเข้าไปค้ำประกัน และเงินออมในประเทศที่ถูกดึงเข้าสู่ระบบการเงินที่รัฐควบคุม ในยุคหนึ่งรัฐใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือพัฒนา โดยกดดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ประชาชนออมเงินในระบบ แล้วนำเงินเหล่านั้นไปปล่อยกู้ต้นทุนต่ำให้แก่บริษัทที่รัฐต้องการสร้างให้อุตสาหกรรมแห่งชาติเติบโต
วิธีนี้ทำให้เกาหลีใต้มีทุนแม้ยังไม่รวย แต่ก็เป็นทุนที่มีเงื่อนไข ไม่ใช่เงินให้เปล่าแบบไร้ทิศทาง
จุดเด่นของเกาหลีใต้ คือ การผูกเงินสนับสนุนกับผลงาน รัฐสนับสนุนกลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ต่อมาเรียกว่า แชโบล เช่น Samsung, Hyundai, LG และ SK แต่การสนับสนุนไม่ได้หมายความว่าใครใกล้รัฐก็ได้เงินฟรีๆ โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง บริษัทที่ได้รับสินเชื่อ สิทธิพิเศษ และการปกป้องตลาด ต้องแลกกับการสร้างอุตสาหกรรมจริง การส่งออกจริง และการเรียนรู้เทคโนโลยีจริง ถ้าทำยอดส่งออกไม่ถึงเป้าหรือไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ การสนับสนุนอาจถูกลดหรือตัดออก นี่คือปรัชญาที่ว่า การเงินนวัตกรรมต้องผูกกับวินัย ไม่ใช่ผูกกับความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว
ขณะที่จีนมีเส้นทางที่ต่างออกไป เพราะจีนมีขนาดประเทศใหญ่ ประชากรมาก และมีอำนาจต่อรองสูงกว่า จีนจึงใช้จุดแข็งที่สุดของตนเอง คือ ตลาดภายในประเทศเป็นเครื่องมือดึงดูดทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ ปรัชญาของจีน คือ ถ้าต่างชาติอยากเข้าตลาดจีน ทุน เทคโนโลยี การจัดการ และเอาความรู้ต้องเข้ามาด้วย จีนไม่ได้ต้องการแค่เงินลงทุน แต่ต้องการให้เทคโนโลยีฝังอยู่ในแผ่นดินจีน เกิดการฝึกคนงาน เกิดซัพพลายเชนในประเทศ และเกิดบริษัทท้องถิ่นที่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต
ในช่วงเปิดประเทศแรกๆ จีนไม่ได้พึ่งทุนจากชาติตะวันตกเป็นหลัก แต่ทุนกลุ่มแรกๆ จำนวนมากมาจากชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะจากฮ่องกง ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนกลุ่มนี้นำเงิน การจัดการ เครือข่ายการค้า และความเข้าใจตลาดเข้ามาช่วยจุดประกายการเติบโตของจีน จากนั้นจีนสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น เซินเจิ้น เพื่อทดลองระบบตลาด ดึงดูดการลงทุน และเรียนรู้การบริหารแบบทุนนิยมในขอบเขตที่รัฐยังควบคุมได้ เขตเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นห้องทดลองของประเทศ และเป็นต้นแบบของการขยายการพัฒนาไปยังเมืองอื่นๆ
เมื่อต่างชาติเริ่มเข้ามา จีนใช้เงื่อนไขหลายอย่างเพื่อให้ได้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เงินทุน การร่วมทุนกับบริษัทจีน ข้อกำหนดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายโอนความรู้ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายใน เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่เรียกว่า ใช้ตลาดแลกเทคโนโลยี จีนยอมให้ต่างชาติทำกำไรในตลาดจีนได้ แต่ต้องแลกกับการทำให้จีนเรียนรู้และผลิตเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ปรัชญานี้คือ การยอมเป็นลูกมือในวันนี้ เพื่อเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในวันพรุ่งนี้
อีกแหล่งเงินสำคัญของจีน คือ เงินออมภายในประเทศ คนจีนมีอัตราการออมสูงมาก เงินออมเหล่านี้ถูกดึงเข้าสู่ระบบธนาคารของรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐมีบทบาทสำคัญ จากนั้นถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รัฐวิสาหกิจ นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ จีนจึงไม่ได้พึ่งพาเงินต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เงินออมของประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักในการลงทุนระยะยาว นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างประเทศที่รอเงินจากภายนอก กับประเทศที่สามารถเปลี่ยนเงินออมของตนเองให้กลายเป็นโครงสร้างการผลิต
ทั้งจีนและเกาหลีใต้ไม่ได้เริ่มจากการประดิษฐ์สิ่งใหม่จากศูนย์ แต่เริ่มจากการเรียนรู้จากต่างชาติ ทั้งสองประเทศใช้วิธีวิศวกรรมย้อนรอย หรือ reverse engineering คือ การซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติมาศึกษา แยกชิ้นส่วน เรียนรู้ว่ามันทำงานอย่างไร แล้วค่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้น ถูกลง และเหมาะสมกับตลาดของตนเอง ช่วงแรกสินค้าอาจถูกมองว่าลอกเลียนแบบหรือคุณภาพต่ำ แต่พวกเขาไม่หยุดอยู่ตรงนั้น เมื่อมีเงิน มีวิศวกร มีตลาด และมีประสบการณ์เพียงพอ ก็เริ่มเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาจริง สร้างแบรนด์จริง และแข่งขันในตลาดโลกจริง
เมื่อประเทศเริ่มรวยขึ้น ทั้งสองประเทศไม่ได้เอาเงินไปบริโภคอย่างเดียว แต่ทุ่มลงทุนในเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เกาหลีใต้ลงทุนในวิจัยและพัฒนาสูงมากเมื่อเทียบกับ GDP โดยอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 4 ถึง 5 ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ภาคเอกชนเกาหลีใต้เป็นกำลังหลักในการวิจัย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ แบตเตอรี่ และเคมีภัณฑ์ ส่วนจีนเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษหลัง ปัจจุบันอยู่ราวร้อยละ 2.5 ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับประเทศรายได้ปานกลาง และจีนยังใช้เงินทุนจากรัฐ รัฐบาลท้องถิ่น กองทุนนำทางของรัฐ และระบบธนาคารของรัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในระยะยาว
สิ่งที่ต้องเน้นคือ ทั้งสองประเทศไม่ได้รวยเพราะพิมพ์เงินหรือกู้เงินอย่างเดียว หากมีเงินแต่ไม่มีระบบการเรียนรู้ ไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่มีการศึกษา และไม่มีเป้าหมายทางอุตสาหกรรม เงินเหล่านั้นก็จะหมดไปกับการบริโภคหรือความสิ้นเปลือง เกาหลีใต้และจีนเปลี่ยนประเทศได้เพราะพวกเขาเชื่อมเงินเข้ากับเทคโนโลยี เชื่อมเทคโนโลยีกับการศึกษา และเชื่อมการศึกษากับการผลิตจริงในตลาดโลก เงินจึงไม่ได้จบที่โครงการ แต่กลายเป็นทักษะ เครื่องจักร โรงงาน สิทธิบัตร แบรนด์ และห่วงโซ่อุปทาน
หากตรวจสอบข้อมูลในเชิงประวัติศาสตร์ ต้องยอมรับว่าเกาหลีใต้เคย "จนจริง" และต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศจริง แต่การพึ่งพานั้นไม่ใช่จุดจบ เกาหลีใต้ใช้ความช่วยเหลือเป็นฐาน แล้วสร้างระบบอุตสาหกรรมส่งออกจนหลุดจากกับดักรายได้ต่ำ ส่วนจีนก็เคยจนจริงและล้าหลังจริง แต่การเปิดประเทศ การดึงดูดทุนจากชาวจีนโพ้นทะเล เขตเศรษฐกิจพิเศษ และกลยุทธ์ใช้ตลาดแลกเทคโนโลยี ทำให้จีนสามารถสะสมทุนและความรู้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าจีนรวยสมบูรณ์แล้ว เพราะรายได้ต่อหัวของจีนยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน และยังคงต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ในขณะที่เกาหลีใต้สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้จริง
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การมองว่านวัตกรรมของจีนและเกาหลีใต้เกิดจากการลอกเลียนแบบเพียงอย่างเดียว คำกล่าวนี้ถูกเพียงบางส่วน เพราะทั้งสองประเทศเริ่มจากการเรียนรู้และเลียนแบบเทคโนโลยีต่างชาติ แต่ต่อมามีการลงทุนวิจัยจริง การพัฒนาวิศวกรจริง การสร้างบริษัทจริง และการแข่งขันในตลาดโลกจริง หากพวกเขาหยุดอยู่ที่การลอกเลียนแบบ พวกเขาจะไม่มีทางสร้างแบรนด์ระดับโลกหรืออุตสาหกรรมขั้นสูงได้สำเร็จ
บทเรียนที่คมที่สุดจากจีนและเกาหลีใต้คือ ประเทศจนไม่ได้แพ้เพราะไม่มีเงิน แต่แพ้เพราะไม่รู้ว่าจะใช้เงินเพื่อสร้างศักยภาพการผลิตอย่างไร เงินกู้ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายถ้าถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะคน และอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ในอนาคต เงินออมไม่ใช่แค่ตัวเลขในธนาคาร แต่สามารถกลายเป็นทุนสร้างชาติได้ถ้ามีระบบการเงินที่ชี้ทิศถูกทาง เงินต่างชาติไม่ใช่แค่การลงทุน แต่สามารถเป็นครูทางเทคโนโลยีได้ถ้าประเทศมีอำนาจต่อรองและเงื่อนไขที่ชัดเจน
ท้ายที่สุด จีนและเกาหลีใต้สอนเราว่า นวัตกรรมไม่ได้เริ่มจากการมีเงินมาก แต่เริ่มจากการมีปรัชญาการใช้เงินที่ถูกต้อง เงินต้องถูกใช้เพื่อซื้อความสามารถในการผลิต ซื้อการเรียนรู้ ซื้อเวลา และซื้ออนาคต ประเทศที่ยอมลำบากในวันนี้เพื่อสร้างคน สร้างอุตสาหกรรม และสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีตัวตนในโลกธุรกิจ ให้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจโลกได้จริง
.