ชีวิตในแต่ละวันของคนยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมดไปกับการใช้ชีวิตในอาคาร เช่น การนั่งประชุมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน รวมทั้งการใช้เวลาเดินทางบนท้องถนนที่การจราจรแออัด จนทำให้รู้สึกว่า “ไม่มีเวลา” สำหรับการออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ขณะที่มีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บ่งชี้ว่า การได้ใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ บนพื้นที่สีเขียวในแต่ละวัน สามารถช่วยลดความเครียด ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น และส่งเสริมสุขภาวะโดยรวมได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพักผ่อนในสถานที่ห่างไกล เช่น การไปเดินป่านอกเมืองช่วงวันหยุด
ปัจจุบัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่าการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีขึ้น กำลังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น โครงการ Healthy Parks Healthy People และ ParkRx ของกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นว่า การเข้าถึงสวนสาธารณะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน
สวนสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก จึงสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้บ้านที่จะทำให้ผู้คนสามารถกลับไปใช้เป็นประจำได้ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องวางแผนการเดินทางหรือเสียเวลาเดินทางหลายชั่วโมง และสามารถใช้งานได้แม้ในช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกงาน
ออกแบบเมืองให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงมีความสำคัญ เช่น ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ มีโครงการฟื้นฟูลำธารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ภูมิสถาปนิกออกแบบพื้นที่ที่เรียกว่า Eco-Corridor ประกอบด้วยทางเดิน พื้นที่นั่งพัก และจุดสำหรับนั่งเงียบๆ ท่ามกลางลำธารและพรรณพืชพื้นท้องถิ่น
ผลลัพธ์คือ นอกจากช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ได้สัมผัสธรรมชาติระหว่างการเดินผ่านเพื่อไปประชุม การออกมานั่งรับประทานอาหารกลางแจ้ง หรือได้ใช้เป็นสถานที่พักสงบๆ ช่วงสั้นๆ ในระหว่างการทำงานแต่ละวัน
ขณะที่การดูแลพื้นที่นี้ ใช้ระบบอาสาสมัครที่มีอยู่จำนวนมากในการช่วยกันดูแล จึงกลายเป็นการสร้างโอกาสในการทำให้ผู้คนได้สัมผัสธรรมชาติเพิ่มขึ้น แม้จะเพียงไม่กี่นาที และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรของผู้คน
อีกตัวอย่างหนึ่ง ในกรุงเบอร์ลิน ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 กับนักศึกษาต่างชาติซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นพบว่า การไปใช้เวลาในสวนสาธารณะใกล้บ้านบ่อยๆ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม และทำให้สุขภาวะทางอารมณ์และสังคมดีของพวกเขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่กรุงโคเปนเฮเกน ก็มีการจัดทำสวนบำบัดที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูร่างกายจากความเครียด ผู้ที่มาเยือนจะได้ชะลอจังหวะชีวิต ได้ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งรอบตัว และได้หยุดพักจากแรงกดดันของการทำงานและเทคโนโลยีชั่วคราว
ส่วนวิธีง่ายๆ ที่ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกวัน เช่น ลองออกไปรับประทานอาหารบนม้านั่งในสวนใต้ร่มไม้ เพื่อให้สมองได้พักจากการทำงาน, เลือกเส้นทางเดินทางที่ผ่านสวนสาธารณะ ริมแม่น้ำ หรือถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่น, จัดช่วงเวลาพักสั้นๆ อยู่กับธรรมชาติ 10 นาที วางโทรศัพท์ เดินให้ช้าลง และตั้งใจสังเกตภาพ เสียง และสัมผัสรอบตัว
นอกจากนี้ การลองเปลี่ยนสถานที่คุยงาน หรือเปลี่ยนจากการนั่งคุยกับเพื่อนมาเป็นการเดินคุยกลางแจ้งแทน, การไปร่วมกิจกรรมที่ได้เข้าไปใช้พื้นที่ธรรมชาติเป็นประจำ เช่น กิจกรรมดูนก โครงการเรียนรู้ธรรมชาติ หรือการทำกิจกรรมอาสาสมัคร ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่อยากมีช่วงเวลาใกล้ชิดกับธรรมชาติ และให้ธรรมชาติช่วยเยียวยาความเครียดจากชีวิตในเมืองใหญ่
ที่มา
5 ways to add more time in nature to your routine — even during work hours