Skip to main content

 

มุมมองต่อ “ความแก่ชรา” ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพแข็งแรงยาวนานกว่าเดิม และใช้ชีวิตในวัยสูงอายุได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ทำให้สังคมมอง “ความแก่” แตกต่างจากอดีต จากช่วงเวลาที่วัยชราเคยเป็นสัญลักษณ์ของประสบการณ์และความน่าเคารพ สู่ยุคที่ความอ่อนเยาว์และการชะลอวัยกลายเป็นคุณค่าที่ผู้คนพยายามรักษาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด

ดร.ซาราห์ แลมบ์ นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาแนวคิดต่อความแก่ชราอย่างจริงจังมายาวกว่าทศวรรษ บอกว่า ทุกวันนี้ผู้คนมีแนวคิดที่จะตรึงภาพตัวเองเอาไว้ที่ช่วงอายุ 35–40 ปี และคาดหวังว่า ตัวตนของพวกเขาไม่ควรเปลี่ยนแปลงไป แม้ร่างกายจะแก่ลงเรื่อยๆ และพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่คงความหนุ่มสาวเอาไว้

เทเรซา แมคเฟล นักมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการต่อต้านความชรา บอกว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนยุคปัจจุบันแตกต่างจากคนสมัยก่อน คือ มุมมองและการปฏิบัติต่อความแก่

เทเรซาบอกว่า ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ผู้สูงอายุได้รับความเคารพนับถืออย่างมาก ในยุคนั้นคนที่ต้องการได้รับการยอมรับในสังคมถึงกับแต่งตัวให้ดูแก่กว่าวัย และบางคนถึงขั้นโกหกอายุให้มากกว่าความเป็นจริง เพราะการดูมีอายุมากเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติและสถานะทางสังคม

หลังการปฏิวัติอเมริกา การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้สังคมให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น สถานะทางสังคมของผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มลดลงอย่างมาก พร้อมการถือกำเนิดของวัฒนธรรมที่ยกย่อง “ความเยาว์วัย"

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำเหยียดผู้สูงอายุอย่าง "old coot" หรือ คนแก่หัวดื้อ ได้กลายเป็นคำที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ภาพลักษณ์ของความแก่ได้เปลี่ยนจากด้านบวกมาเป็นด้านลบ

เทเรซาบอกว่า วัฒนธรรมต่อต้านความชราในแบบที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ เพิ่งเริ่มก่อตัวอย่างจริงจังในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เอง หลังจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ สามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากมีชีวิตยืนยาวกว่าที่เคยเป็นมา

ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้นักวิทยาศาสตร์พบวิธีการ "ย้อนกระบวนการชราภาพ" โดยทำให้เซลล์กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง และค้นหาวิธียืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี หรือ healthspan ออกไปให้นานที่สุดด้วยการศึกษากลไกทางชีววิทยาของความชรา

เทเรซาบอกว่า หากมองแบบเพียงผิวเผิน แนวคิดเรื่องการมีอายุยืนยาวไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ทุกคนอยากมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด และยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ทว่า ความหวังที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะสามารถหยุดยั้งความแก่ชราได้นั้น แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียง “อคติต่อความแก่” อีกแบบหนึ่งที่มีเสื้อกาวน์ของนักวิทยาศาสตร์สวมทับก็เป็นได้

ในปี 2017 นิตยสาร Allure ประกาศว่า จะเลิกใช้คำว่า "anti-aging" เพราะมองว่า เป็นการตอกย้ำว่า ความแก่ เป็นภาวะที่ต้องปฏิเสธ

การตัดสินใจของ Allure ทำให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ชะลอวัย ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ พากันปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนข้อความบนฉลากสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่า มีอคติต่อผู้สูงอายุมาใช้คำอย่างเช่น pro-aging,  non-aging หรือ preventative aging แทน

"คำเหล่านี้ฟังดูเป็นบวกมากขึ้น และดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ถ้ามองลงไปถึงตัวผลิตภัณฑ์และวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ทั้งหมดก็ยังเป็นการต่อต้านความแก่เหมือนเดิม" เจสสิกา เดอฟีโน นักวิจารณ์วัฒนธรรมกล่าว

เจสสิกาบอกว่า เป้าหมายสูงสุดของแนวคิด anti-aging และ longevity คือ การหยุดยั้งกระบวนการทางชีววิทยาตามธรรมชาติ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผมหงอก ริ้วรอย หรือผิวที่หย่อนคล้อย ล้วนกลายเป็นสัญญาณของความ "ล้มเหลว" ซึ่ง หมายถึง ความสำเร็จของอุตสาหกรรมต่อต้านความแก่ ในการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกวางขาย มีหัตถการใหม่ให้ทำ และมีอาหารเสริมใหม่ๆ ให้ลองอยู่เสมอ

ปัจจุบัน จำนวนผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และวางขายในชื่อ "ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย" เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยที่หลายชิ้นอาศัยผลการศึกษาว่าด้วยชีววิทยาของความชรามาเป็นจุดขาย

ดร.แอชลีย์ ไลเทิล นักจิตวิทยาจาก สถาบันเทคโนโลยีสตีเวนส์ ซึ่งทำวิจัยเรื่องอคติต่อความแก่ สังเกตเห็นว่า การซึมซับอคติต่อความแก่ เริ่มปรากฏในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงกว่าเดิมมาก

"ทุกวันนี้ เรามีความเชื่อฝังแน่นว่า การแสดงสัญญาณของความแก่แม้เพียงเล็กน้อย เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามชะลอหรือหลีกเลี่ยงให้นานที่สุด ราวกับว่าความแก่เป็นสงคราม ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเป็นมนุษย์โดยธรรมชาติ" ดร. แอชลีย์กล่าว

งานวิจัยของ ดร. แพทริเซีย คาห์ลบอห์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา และนักจิตวิทยาพัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นคอนเนคติกตัสเตท ที่ศึกษาผลของอคติต่อความแก่ พบว่า ภาพจำด้านลบเกี่ยวกับความแก่ที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย อาจทำให้คนทุกช่วงวัยยิ่งอยากแยกตัวเองออกจากอายุที่แท้จริง

ในการศึกษาคนที่อายุระหว่าง 19 ถึง 77 ปี จำนวน 400 คน พบว่า ผู้ที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความแก่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ที่กลัวว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเสื่อมถอย มีแนวโน้มที่จะตอบว่า ตัวตนที่ดีที่สุดของตัวเอง ย้อนไกลออกไปในอดีตที่ไกลมาก

เทเรซาบอกว่า หากการมีรูปลักษณ์ที่ดูแก่ หมายถึง การถูกเลือกปฏิบัติในการทำงาน การมีอิทธิพลทางสังคมน้อยลง หรือสูญเสียสถานะในสายตาผู้อื่น ก็ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หลายคนอยากชะลอความแก่ให้ได้นานที่สุด

ดร.ซาราห์บอกว่า สำหรับหลายคน พวกเขายอมตายดีกว่าจะต้องแก่ พวกเขาไม่ต้องการการรักษาทางการแพทย์ที่มากเกินไป ไม่อยากนอนติดเครื่องพยุงชีวิต ไม่อยากเป็นภาระของใคร และไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวด

เธอบอกว่า อยากเห็นสังคมที่ยอมรับว่า ความเสื่อมถอยบางอย่างที่มาพร้อมกับความชรา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีความหมาย มองริ้วรอยต่างๆ และผมสีขาวว่า เป็นร่องรอยของประสบการณ์ชีวิต หรือมองการใช้ชีวิตที่ช้าลงว่า เป็นโอกาสที่จะได้พักผ่อน และใช้เวลากับคนที่เรารักอย่างเต็มที่

"ในหมู่นักวิจัยด้านนี้ มีประโยคหนึ่งที่เราชอบพูดกันมาก การต่อต้านความแก่ ก็คือการต่อต้านชีวิต ความแก่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คุณไม่มีทางกำจัดมันได้ และฉันก็ไม่คิดว่า เราควรพยายามกำจัดมันด้วย" ดร.แอชลีย์ กล่าว


ที่มา
‘Anti-ageing is anti-life’: why longevity culture is just ageism in a lab coat