Skip to main content

 

เทเรซา แม็กเฟล นักมานุษยวิทยาการแพทย์ รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม จากสถาบันเทคโนโลยีสตีเวนส์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า เธอเป็นหนึ่งในคนอีกจำนวนมากมายที่กำลังพบว่า ทุกวันนี้เธอทำงานและใช้ชีวิตได้ยากขึ้น และเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะจินตนาการถึงอนาคตที่ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของตัวเอง หรืออนาคตโดยรวมของโลก

เธอบอกว่า เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ของเธอแทบไม่สามารถคิดไปไกลเกินอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าได้ พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตไปวันๆ ราวกับถูกขังอยู่ในฟองอากาศของปัจจุบันที่ย่ำแย่ ขณะที่เส้นทางข้างหน้า ก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน

เทเรซาบอกว่า ในตอนที่เธอยังสามารถจินตนาการถึงโลกที่ยุติธรรมกว่านี้ และมีความสุขกว่านี้ได้ เธอพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับโครงการระยะยาว และลงทุนลงแรงเพื่ออนาคตคนรุ่นต่อไป แต่ในบริบททางการเมืองและสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน กลับทำให้ภาพของอนาคตพร่าเลือนลงเรื่อยๆ และเป็นเช่นเดียวกับผู้คนอีกมากมายที่แทบไม่สามารถวางแผนสำหรับอนาคตได้เลย

เธอบอกว่า ความรู้สึกนี้ต่างจากคำสอนในพุทธศาสนาที่สอนให้ "อยู่กับปัจจุบันขณะ" อย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่ความคิดนี้จะนำมาซึ่งความสงบ กลับเป็นว่า การติดอยู่กับปัจจุบันทำให้รู้สึกราวกับเป็นอัมพาต ไม่สามารถก้าวต่อไปได้ เธอเล่าความรู้สึกนี้กับ ดร.สตีฟ ฮิมเมลสไตน์ นักจิตวิทยาคลินิกในนครนิวยอร์ก ซึ่งทำอาชีพนี้มานานเกือบ 50 ปีฟัง

ดร.สตีฟบอกว่า คนที่มารับคำปรึกษาจากเขาส่วนใหญ่ก็รู้สึกในแบบเดียวกัน คือ รู้สึกว่าได้สูญเสียอนาคตไปแล้ว

ดร.สตีฟบอกว่า ผู้คนกำลังรู้สึกหนักอึ้ง และถูกกระตุ้นมากเกินไปจากข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาทุกวัน ทั้งเรื่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่มั่นคงในการทำงาน หรือภัยพิบัติจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนวิตกกังวลเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้รู้สึกยากลำบากมากขึ้นที่จะก้าวเดินต่อไป

ดร.สตีฟบอกว่า สถานการณ์ในวันนี้ดูเลวร้ายกว่าช่วงหลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายนเสียอีก ผู้คนมองโลกในแง่ดีน้อยลง และแทบไม่พูดถึงอนาคตอีก

"ทุกคนเห็นตรงกันว่า ผู้คนดูเหมือนจะไม่มีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันนัก มีความสิ้นหวังอยู่มาก หลายคนที่ไม่มีแผนชีวิตอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เฝ้ารออะไรอีกแล้ว” ดร.สตีฟกล่าว

ดร.ฮาล เฮิร์ชฟิลด์ นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ด้านการตลาดและการตัดสินใจเชิงพฤติกรรม จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) บอกว่า หากมองจากมุมมองของวิวัฒนาการ มนุษย์ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คิดถึงอนาคตที่อยู่ไกลมากนักอยู่แต่เดิมแล้ว

ดร.ฮาลบอกว่า เวลาที่มนุษย์จินตนาการถึงตัวเองในอนาคต สมองจะสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาเสมือนเป็น "ความทรงจำ" จากนั้นเราจึงนำความทรงจำที่สร้างขึ้นเหล่านี้มาใช้ประกอบเป็นภาพของอนาคต

กระบวนการนี้เรียกว่า "การคิดถึงอนาคตเชิงเหตุการณ์" (episodic future thinking) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจ ควบคุมอารมณ์ และวางแผนชีวิตได้

ดร.ฮาลบอกว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาปัจจัยที่จะส่งผลต่ออนาคตได้ ได้เข้าไปรบกวนความสามารถในการคิดถึงอนาคต ผลก็คือ ผู้คนคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ยากขึ้น และแทบไม่สามารถประเมินความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ

ดร.ฮาลบอกว่า เมื่อผู้คนต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายทิศทางพร้อมกัน พวกเขามักเริ่มรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจในอดีต หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า หากเมื่อ 10 ปี 20 ปี หรือแม้แต่ 30 ปีก่อน พวกเขาเลือกใช้ชีวิตอีกแบบ วันนี้อาจพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้

"ความรู้สึกเช่นนั้นอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และทำให้เราเลือกฝังหัวอยู่ในทราย ไม่ยอมเผชิญกับความจริง" ดร.ฮาลกล่าว

อย่างไรก็ดี ดร.ฮาลบอกว่า มนุษย์เคยเผชิญสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วในอดีต เช่น ช่วงที่เกิดวิกฤตขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่มีใครรู้เลยว่า โลกทั้งใบจะรอดพ้นจากสงครามนิวเคลียร์หรือไม่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนั้น แตกต่างจากวิกฤตในปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งผู้คนรู้สึกว่า วิกฤตกำลังถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองทั่วโลก ความไม่มั่นคงด้านสุขภาพ ความไม่มั่นคงด้านการจ้างงานที่เป็นผลจาก AI ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความไม่มั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และแต่ละวิกฤตที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ผลกระทบจึงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น นักสังคมศาสตร์เรียกการซ้อนทับของวิกฤตหลายด้านเช่นนี้ว่า "วิกฤตซ้อนวิกฤต" หรือ polycrisis เมื่อสังคมตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ความไม่แน่นอนอย่างรุนแรงจึงกลายเป็นเรื่องปกติ และการที่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ ทำให้ผู้คนไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคตได้

เทเรซาบอกว่า มีงานวิจัยขนาดเล็กหลายชิ้นที่พบว่า เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับการเตือนว่า "อนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง" พวกเขาจะมีความมั่นใจในตัวเองลดลง และรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีความหมายน้อยลงด้วย

ดร.แดเนียล ไนต์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ ใช้เวลาหลายปีศึกษาว่า มนุษย์ทำความเข้าใจกับ "อนาคต" อย่างไร เขาลงพื้นที่วิจัยในประเทศกรีซช่วงที่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะระหว่างปี 2008-2010 และได้สังเกตเห็นวิธีที่ผู้คนรับมือกับภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เขาพบว่า แทนที่จะมองไปข้างหน้า ชาวกรีกกลับหันไปมองประวัติศาสตร์ เพื่อค้นหาประสบการณ์และบทเรียนที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่

"แทบจะชั่วข้ามคืน บทสนทนาของผู้คนเปลี่ยนจากการวางแผนแต่งงาน การวางแผนท่องเที่ยว หรือการกู้เงิน มาเป็นการพูดถึงช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในอดีต โดยเฉพาะภาวะอดอยากครั้งใหญ่ในปี 1941" ดร.แดเนียลกล่าว

การเปรียบเทียบดังกล่าว ช่วยให้พวกเขาตระหนักว่า วิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่สามารถผ่านพ้นไปได้ และหลังจากนั้นก็อาจมีอนาคตที่ดีกว่าเกิดขึ้น

ดร.แดเนียลบอกว่า มีอีกวิธีหนึ่งที่ผู้คนในกรีซใช้รับมือกับวิกฤต คือ การเลือกที่จะตั้งหลักอยู่กับปัจจุบัน หันกลับมาใส่ใจตัวเอง ครอบครัว เพื่อนสนิทมากขึ้น วางแผนชีวิตเพียงระยะสั้น และหันไปพึ่งพาชุมชนเพื่อช่วยกันจินตนาการถึงชีวิตรูปแบบใหม่ และในกระบวนการดังกล่าวก็ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า "ยูโทเปีย” ขนาดย่อมๆ

ขณะที่ ดร.ฮาลแนะนำว่า หากเรากำลังรู้สึกหนักอึ้งหรือวิตกกังวลกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองในอนาคตที่เคยจินตนาการไว้ และวางแผนชีวิตต่อไปได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ แดเนียล กิลเบิร์ต ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งศึกษาวิธีที่มนุษย์รับรู้เรื่องเวลาบอกว่า  มนุษย์ไม่ได้เปราะและบอบบางเหมือนดอกไม้ ผู้คนที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมหรือความบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่มักฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ตัวเองคาดคิด และท้ายที่สุดก็สามารถกลับไปมีระดับความสุขใกล้เคียงกับเดิม หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงมาก

"พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าที่คิด เพียงแต่เรายังไม่ค่อยตระหนักถึงความจริงข้อนี้" ศาสตราจารย์แดเนียลกล่าว

 

ที่มา
We are living in a time of polycrisis. If you feel trapped – you’re not alone