Skip to main content

 

กระแส “ฟาสต์แฟชั่น” ที่มุ่งผลิตเสื้อผ้าราคาถูก เร่งให้ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เร็วขึ้นตามกระแส ทำให้เสื้อผ้าใหม่จำนวนมากถูกทิ้งเป็นขยะหลังการสวมใส่เพียงครั้งเดียว เกิดเป็นขยะเสื้อผ้าทั่วโลกในปริมาณมหาศาลถึง 92 ล้านตันปีต่อปี กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก และส่งผลกระทบต่อธรรมชาติในระยะยาว ทั้งการฝังกลบ การใช้น้ำและพลังงานในการผลิต

ปัจจุบัน มีนักออกแบบเสื้อผ้าที่กำลังสวนกระแสแฟชั่นเสื้อผ้ามาเร็วไปไว ด้วยการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพสูงจากผ้าเหลือใช้ สามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส มีอายุยาวนานนับสิบปี ที่สำคัญ สามารถปรับลดหรือเพิ่มขนาดได้ตามรูปร่างของผู้สวมใส่ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา  

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ให้ความสำคัญกับการออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงที่สามารถสวมใส่ได้ทุกการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง เพราะการทำให้เสื้อผ้าใช้ได้นานและปรับตามสรีระได้ หมายถึงการที่ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่น้อยลง

อลิซ ฮอลแลนด์-ลู ผู้ก่อตั้งแบรนด์ The Female Archetypes เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกแบบเสื้อผ้าคุณภาพดีที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน และปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามรูปร่างผู้สวมใส่

เธอเล่าว่า เธอเคยใส่เสื้อผ้าขนาดไซซ์ 6 และเคยขยับขึ้นไปถึงไซซ์ 16 จนรู้สึกว่า แทบไม่มีทางเลือกเลยสำหรับผู้หญิงที่น้ำหนักตัวขึ้นๆ ลงๆ และไม่มีใครออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เธอจึงเริ่มต้นธุรกิจเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนขนาดได้

The Female Archetypes มุ่งเจาะไปที่กลุ่มผู้หญิงวัยทำงานที่ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าคุณภาพดี ผลิตอย่างมีจริยธรรม และใช้งานได้ยาวนาน แทนที่จะเลือกใช้ยางยืดหรือเชือกรูดแบบทั่วไป เธอพัฒนาระบบซิปซ่อน กระดุมแป๊ก และแผ่นผ้าที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ เพื่อนำมาใช้กับกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต แจ็กเก็ต และเดรส ทำให้เสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถปรับให้เหมาะกับผู้สวมใส่ได้ตั้งแต่ไซซ์ 10 จนถึงไซซ์ 18

เสื้อผ้าแบรนด์ของอลิซจะถูกออกแบบให้ดูกลมกลืนที่สุด จะไม่มีปุ่มหรือกระดุมเพิ่มเติมที่เห็นได้จากภายนอก และนอกจากสามารถเปลี่ยนแปลงไซซ์ได้แล้ว ยังออกแบบให้รองรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาของวันด้วย ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายสะดวก ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน หรือแม้แต่ช่วงเย็นที่ร่างกายขยายขนาดมากขึ้นจากการรับประทานอาหารมื้อใหญ่

เรเชล คาน ผู้ก่อตั้ง Circular Earth บริษัทที่ปรึกษาด้านแฟชั่นที่เน้นความยั่งยืน บอกว่า เริ่มเห็นแนวโน้มโมเดลธุรกิจเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนไซส์ชัดขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ขณะที่แบรนด์ขนาดใหญ่ยังคงยึดติดกับการแบ่งไซซ์แบบเดิม

เรเชลร่วมมือกับนักออกแบบในวงการแฟชั่นหลายคน ก่อตั้งแบรนด์ Sanja Stories จำหน่ายเฉพาะกางเกงที่ออกแบบโดยอดีตนักออกแบบของ Burberry เป็นกางเกงแบบยูนิเซ็กส์ ที่ผลิตจากวัสดุปลอดสารพิษ และทอด้วยมือ

“เราต้องการสร้างเสื้อผ้าที่เป็นเหมือนผืนผ้าใบเปล่า ซึ่งสามารถนำไปจับคู่กับอะไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกางเกงสิบตัว สิ่งที่ควรมีควรเป็นเสื้อผ้าชิ้นหลักเพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลากหลาย” เรเชลกล่าว

กางเกงของ Sanja Stories มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 35 ปอนด์ แต่จำหน่ายในราคา 150 ปอนด์ เพื่อทำให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่การผลิตได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยปกติลูกค้าจะต้องรอนานถึง 6 เดือน เว้นแต่จะเลือกบริการผลิตด่วนซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างช่วงเวลารอ ลูกค้าจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

เรเชลอธิบายว่า กระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าหลงรักในตัวกางเกง แต่ยังหลงรักเรื่องราวและเส้นทางที่กางเกงตัวนั้นเดินทางมาถึงมือพวกเขาด้วย

“การรอคอยทำให้ผู้คนผูกพันกับเสื้อผ้ามากขึ้น เกิดความผูกพันทางอารมณ์ที่ทำให้พวกเขาอยากใช้ของชิ้นนั้นไปอีกนาน” เรเชลกล่าว

ที่สำคัญเสื้อผ้าทุกชิ้นภายใต้แนวคิดนี้ จะผลิตจาก “ผ้าเดดสต็อก” หรือเศษผ้าเหลือใช้จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งเป็นผ้าคุณภาพดีที่มักถูกทิ้งเป็นขยะเป็นจำนวนมหาศาล โดยกระบวนการออกแบบเสื้อผ้า จะเริ่มจากการดูว่ามีวัสดุอะไรเหลืออยู่ แล้วจึงออกแบบเสื้อผ้าให้เหมาะกับวัสดุนั้น

เช่นเดียวกับ เคอร์รี บัลเลน ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Ever by X ในออสเตรเลีย ที่ผลิตชุดเดรสที่สามารถสวมใส่ได้ตั้งแต่ไซซ์ 8 ถึงไซซ์ 22 โดยออกแบบให้เหมาะกับผู้หญิงทุกวัย ตั้งแต่ช่วงอายุยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงวัย 80 ปี

เดรสที่เธอออกแบบสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้ถึง 9 แบบ จึงกลายเป็นไอเท็มที่เหมาะสำหรับการเดินทาง ปัจจุบันเธอมีลูกค้ากว่า 20,000 คนจากทั่วโลก เคอร์รีค้นพบว่า สิ่งที่ดึงดูดผู้หญิงจำนวนมากไม่ใช่เพียงความอเนกประสงค์ของเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงความรู้สึกสบายใจที่ได้สวมใส่โดยไม่ต้องกังวลว่า ตัวเองอยู่ในไซซ์ใด

รูปแบบนี้แทบจะตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมฟาสต์แฟชั่น ที่เน้นการซื้อเร็ว ใช้เร็ว และเปลี่ยนบ่อยตามกระแส แต่เมื่อผู้บริโภคต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหันมาให้ความสำคัญกับแฟชั่นที่ยั่งยืนมากขึ้น เสื้อผ้าที่ปรับขนาดได้จึงเริ่มถูกมองว่า อาจเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น

Ever by X พบว่า มีฐานลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ที่เพียงพอจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยการที่ลูกค้าที่ซื้อเสื้อผ้าแบบเดิมซ้ำหลายตัว เพียงแค่เปลี่ยนสี เพราะความชื่นชอบ ขณะที่ The Female Archetypes สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าที่ผูกพันกับแบรนด์อย่างเหนียวแน่น และรู้สึกมีส่วนร่วมกับการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์แฟชั่นขนาดใหญ่ทำได้ยากกว่ามาก

“ในมุมของธุรกิจ คุณอาจขายเสื้อผ้าได้น้อยลง แต่ในมุมของความยั่งยืน มันยั่งยืนกว่ามาก” อลิซ กล่าว


ที่มา
The new fashion trend that means never buying another pair of jeans again

The Female Archetypes