ในท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอน และอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่สูงระดับตัวเลขสองหลัก กระแสความคลั่งไคล้ในการบริโภคสินค้าแบรนด์เนมสุดหรูของคนรุ่นมิลเลนเนียลและคนเจน Z ในประเทศจีน ได้เปลี่ยนไปสู่การจับจ่ายซื้อเครื่องประดับนำโชค คริสตัล และเรื่องลี้ลับ รวมถึงเรื่องทางจิตวิญญาณมากขึ้น
หลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด-19 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวในจีนที่สูงกว่าร้อยละ 16 เป็นสาเหตุให้คนรุ่นใหม่ของจีนมุ่งหาตัวช่วยทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะความเชื่อโบราณและศาสตร์เร้นลับต่างๆ เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลและโชคดี
เศรษฐกิจสายมูที่กำลังเติบโตในหมู่คนรุ่นใหม่ของจีน (玄学) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีทั้งสินค้า และบริการให้เลือกหลากหลายราคา ตั้งแต่ราคาย่อมเยาไปจนถึงระดับหรูหราราคาแพง และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจค้าปลีกจีนอย่างเห็นได้ชัด
玄学 (เสวียนเสว) เป็นคำที่ใช้เรียกแนวคิดลัทธิเต๋ายุคใหม่ โดยที่ปัจจุบันความหมายได้ขยายกว้างออกไปเป็นคำที่ใช้เรียกความเชื่อและแนวปฏิบัติด้านจิตวิญญาณ ความเชื่อพื้นบ้าน ศาสตร์ลี้ลับ และความเชื่อโชคลาง ได้แก่ เครื่องรางต่างๆ การทำนายดวงชะตา โหราศาสตร์ ฮวงจุ้ย และศาสตร์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน
ความต้องการสินค้าประเภทเครื่องประดับนำโชคหรูหรา ที่เชื่อว่าจะช่วยเสริมฮวงจุ้ย หรือช่วยเพิ่มพลังงานที่ดีกำลังพุ่งสูงขึ้น Lianhe Zaobao หนังสือพิมพ์ภาษาจีนของสิงคโปร์ ระบุว่า ยอดขายกำไลคริสตัลในจีนปี 2024 เพิ่มขึ้นถึง 320% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าสูงถึงราว 3,000 ล้านหยวน หรือมากกว่า 1.35 หมื่นล้านบาท
บริษัทที่ปรึกษา Bain & Company เผยว่า สินค้าหรูหราบางประเภทได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะเชื่อว่ามีพลังแห่งความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียของจีน มีการตีความความหมายเชิงจิตวิญญาณให้กับสินค้าแบรนด์หรูแทบทุกชิ้น ตัวอย่างเช่น กำไลรูปทรงตะปู Juste un Clou ทองคำขาว 18 กะรัตของ Cartier ราคา 34,100 หยวน หรือตกราว 1.5 แสนบาท เชื่อว่า สามารถปกป้องผู้สวมใส่จากเคราะห์ร้ายและช่วยกันคนที่ไม่ดีไม่ให้เข้าใกล้
ขณะที่กำไลทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัตประดับเพชรของ Tiffany & Co. ราคา 47,300 หยวน เชื่อกันว่า จะช่วยปัดเป่าหัวหน้าที่แย่ๆ ออกไป และช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในเรื่องหน้าที่การงาน
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ของจีนยังยินดีจ่ายเงินไปกับการแสวงหาประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เช่น การไปพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา หรือการเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดที่มีอยู่มากมายอยู่ทั่วประเทศ และการเข้าคอร์สรีทรีตพักฟื้นกายใจ
จื่อรุ่ย หยาง เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของจีน ที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ทุ่มเงินไปกับการซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรูเพื่อเยียวยาความเครียด มาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่มอบคุณค่าทางอารมณ์ และให้ความรู้สึกถึงความเป็นสิริมงคล
“ผมชอบซื้อเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ตุ๊กตาผ้า น้ำหอม หรือใช้เงินไปกับการท่องเที่ยว ผมชอบความรู้สึกที่มีพิธีรีตอง ชอบความแปลกใหม่ และชอบสิ่งของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” จื่อรุ่ย หยาง กล่าว
ลินดา หยู ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทการตลาด Red Ant Asia ของจีน บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายแบรนด์พยายามผลักดันการบริโภคที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ให้กลายเป็นกระแสหลัก ยกตัวอย่าง Lululemon และเครือร้านกาแฟ M Stand ที่เปิดตัวแคมเปญการตลาดที่มีธีมเกี่ยวกับจิตวิญญาณในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะที่แบรนด์ชานมอย่าง Molly Tea ร่วมมือกับวัดเก่าแก่อายุ 1,700 ปีในเมืองหางโจว ออกสินค้าคอลเลกชันร่วมกัน ทั้งปลอกแก้ว แม่เหล็กติดตู้เย็น และเครื่องกระจายกลิ่นหอม หรือแม้แต่ร้านฟาสต์ฟู้ดอย่าง เบอร์เกอร์คิง ยังจับมือกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าบนภูเขาหลงหู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ผลิตตุ๊กตาเทพเจ้าโชคลาภ ขายคู่กับชุดอาหารในราคา 38 หยวน
แม้จีนจะเป็นประเทศที่มีประชาชนระบุว่า นับถือศาสนาอยู่ไม่ถึงร้อยละ 10 แต่หากขยายความหมายของคำว่า "ศาสนา" ให้ครอบคลุมถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณ และความเชื่อโชคลาง จะพบว่ามีจำนวนของชาวจีนที่มีความเชื่อในสิ่งเหล่านี้เป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนผู้ที่ระบุว่า นับถือศาสนาเป็นอย่างมาก
การเดินทางไปไหว้พระตามวัดเพื่อขอพรเรื่องความมั่งคั่งและโชคดี จึงเป็นเรื่องปกติของชาวจีน แม้กับผู้ที่ไม่เคร่งครัดศาสนาก็ตาม ขณะเดียวกัน การเชื่อว่า เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องรางคุ้มครองผู้สวมใส่ ก็เป็นความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมายาวนานนับพันปี
“เมื่อความกดดันในชีวิตเพิ่มมากขึ้น ผู้คนก็มักจะไปวัดเพื่อได้พักหายใจสักครู่ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม ที่สำคัญคือการปลอบประโลมตัวเองและการได้เติมเต็มด้านจิตใจ รวมถึงการได้สัมผัสกับวัฒนธรรม ทิวทัศน์ที่สวยงาม และประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน” แซ็ก หลิว ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กล่าว
มีรายงานว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของวัดในจีน ซึ่งรวมรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโชคราง มีมูลค่าสูงถึงราว 100,000 ล้านหยวนต่อปี หรือตกประมาณ 4.5 แสนล้านบาท
ความต้องการเติมเต็มทางจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวัดบนโซเชียลมีเดีย ทั้งจากอินฟลูเอนเซอร์ และจากทางวัดเอง ความนิยมนี้ทำให้อินฟลูบางรายสามารถสร้างรายได้จากการจัดทริปพาผู้ติดตามไปเยี่ยมชมสถานที่ทางศาสนาในหลายพื้นที่ของจีน
เชอ เจ๋อหลิน อินฟลูเอนเซอร์ที่ประสบความสำเร็จในการจัดทริปเที่ยววัด บอกว่า คนหนุ่มสาวที่ทำให้การท่องเที่ยวเชิงวัดได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นกลุ่มคนที่มีความมั่นคงทางวัตถุในระดับหนึ่งแล้ว และกำลังแสวงหาการความสงบทางจิตวิญญาณ ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต้องการวิธีรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิต วิธีบรรเทาความวิตกกังวล การจัดการกับแรงกดดันจากการทำงาน ความกังวลเรื่องรายได้ ความคาดหวังเรื่องความรักและการแต่งงาน ตลอดจนความไม่แน่นอนอีกมากมายที่รออยู่ในอนาคต
“ทุกวันนี้ วงสนทนาของคนหนุ่มสาวจำนวนมากมักวนเวียนอยู่กับเรื่องโหราศาสตร์ หรือการดูดวง จนแทบจะพูดได้ว่าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไปแล้ว” เจ๋อหลิน กล่าว
ขณะเดียวกัน ความเชื่อเรื่องมูเตลู ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดแอปพลิเคชันทำนายดวงชะตา โหราศาสตร์ และไพ่ทาโรต์ในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น แอปดูดวง Cece ที่มียอดดาวน์โหลดแล้วประมาณ 24 ล้านครั้ง
นอกจากนี้ ชาวจีนจำนวนมากยังยอมจ่ายเงินให้กับโหราศาสตร์ออนไลน์ เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่แน่นอนและสิ้นหวัง บางคนยอมโอนเงินจำนวน 1 หรือ 2 หยวน เพื่อจะได้ร่วมสวดมนต์ออนไลน์ในระหว่างการถ่ายทอดสดจากวัด
แซ็ก หลิว มองว่า การเข้าร่วมในเศรษฐกิจสายมู หรือเศรษฐกิจแห่งจิตวิญญาณ ช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่แน่นอนให้กับคนรุ่นใหม่ของจีนได้
"เพราะเส้นทางชีวิตแบบดั้งเดิมที่ว่า ตั้งใจเรียนให้ติดมหาวิทยาลัย จากนั้นเรียนจบแล้วได้งานเงินเดือนสูง ไม่ใช่ความจริงสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมากอีกต่อไป ยิ่งเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท หลายคนก็ยิ่งไม่แน่ใจว่างานที่ตัวเองทำอยู่ในวันนี้ จะยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่ในอนาคตอันใกล้” แซ็ก กล่าว
เศรษฐกิจแห่งจิตวิญญาณในจีนทุกวันนี้ จึงอาจไม่ได้ตั้งอยู่บน "ความศรัทธา" แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว หากยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก และความปรารถนาที่คนรุ่นใหม่จะรู้สึกว่า พวกเขายังมีอำนาจกำหนดชีวิตของตัวเองได้
ที่มา
Forget logos, young people in China want ‘spiritual’ luxury
What is “xuanxue” and why does it provide so much comfort to young people?