Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


​ต่อยอดจากข้อสังเกตที่ผมเคยนำเสนอเรื่อง การอุบัติขึ้นของ "เทคโนฟาสซิสม์" (Technofascism) ผ่านแถลงการณ์ 22 ข้อของ Alex Karp ซีอีโอแห่ง Palantir วันนี้ภาพร่างของ “เผด็จการสายพันธุ์ใหม่” ชัดเจนจนน่าใจหาย เมื่อเรานำแนวคิด "สาธารณรัฐเทคโนโลยี" (The Technological Republic) ของเขามาวางทาบกับบทวิเคราะห์ How the Tech World Turned Evil ในนิตยสาร The New Republic


จาก “บริษัทเทค” สู่ “รัฐบาลเงา”

 

ข้อมูลจาก The Motley Fool บริษัทให้คำแนะนำด้านการลงทุนและการเงินส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ย้อนไปปี 2020 ร้อยละ 98 ของเงินที่ “อุตสาหกรรมเทค” บริจาคทางการเมืองไปที่พรรค Democrat แต่ภายในปี 2025 สัดส่วนนั้นพลิกกลับ เกือบ 3 ใน 4 ของเงินการเมืองจากวงการเทคไหลเข้าพรรค Republican โดย Elon Musk คนเดียวจ่ายไป 351 ล้านดอลลาร์  

แล้วอะไรเปลี่ยนไป? คำตอบง่ายมาก พวกเขาคำนวณแล้วว่า “อำนาจรัฐ” ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า “ตลาดเสรี”

Palantir รับสัญญารัฐบาลไปแล้ว 3.7 พันล้านดอลลาร์ Microsoft รับไป 5.8 พันล้าน และ Amazon Web Services อีก 798 ล้าน ส่วนใหญ่จากกระทรวงกลาโหม และในขณะที่ Musk กำลังทุบทำลายระบบราชการ รายงานระบุว่าอาณาจักรธุรกิจของเขาสร้างขึ้นบนสัญญารัฐ เงินกู้ และเงินอุดหนุนรวมกว่า 38 พันล้านดอลลาร์  

 


Musk, Bezos, Thiel: สามหน้าของสิ่งเดียวกัน

 

ในงานพิธีสาบานตนครั้งที่สองของ Trump 4 คนที่นั่งแถวหน้าสุด ซึ่งปกติสงวนไว้สำหรับอดีตประธานาธิบดีและครอบครัว กลับเป็น Musk, Zuckerberg, Bezos และ Pichai สัญญาณที่ชัดเจนว่า Silicon Valley ไม่ได้มาเยี่ยมเยียน แต่มาร่วมโต๊ะ  

แต่ละคนมีบทบาทต่างกัน

Musk คือ หน้าที่ทุกคนเห็น รุนแรง ดังเกินไป และทุบทุกอย่างที่ขวางหน้า ผ่าน DOGE หน่วยงานที่ปรึกษาที่ตั้งโดยประธานาธิบดีเพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ เขาเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของข้าราชการสหรัฐฯ หลายล้านคน

Bezos คือ หน้าที่เงียบกว่า เขาพลิก Washington Post ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่วิพากษ์รัฐบาล และ Amazon Web Services คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐบาลพึ่งพาอยู่

Thiel คือ หน้าที่อันตรายที่สุด เพราะเขาคือ “ผู้วางรากฐานทางความคิด” Thiel ยอมรับว่า อิทธิพลของนักปรัชญาแนวนาซี Carl Schmitt มีผลต่อความคิดทางการเมืองของเขา โดยเฉพาะ “ความเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม” และ Palantir คือ เครื่องมือที่เขาสร้างขึ้นเพื่อแปลงความคิดเหล่านั้นให้เป็นซอฟต์แวร์ที่วิ่งอยู่ในระบบของรัฐ


สิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือ การ "รัฐประหารทางอุดมการณ์" เพื่อเปลี่ยนหุบเขาแห่งนวัตกรรมให้กลายเป็นป้อมปราการที่ตรวจสอบไม่ได้ หรือที่ผมขอเรียกมันว่า "High Castle Valley"


​1. การเปลี่ยนผ่านจาก "นวัตกร" สู่ "คณาธิปไตยสายดาร์ก"

 

​Jacob Silverman ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่อันตรายในตัวตนของเหล่าผู้นำเทค ทั้ง Elon Musk, Jeff Bezos และ Peter Thiel พวกเขาเลิกสวมบทบาทนักประดิษฐ์ผู้กอบกู้โลก และสถาปนาตนเองเป็น "Technocratic Oligarchs" หรือกลุ่มคณาธิปไตยที่มองว่า “ประชาธิปไตย” คือ "ตัวถ่วง" ของความก้าวหน้า

​Karp คือ ตัวแทนที่แสดงออกอย่างดิบเถื่อนที่สุดใน Manifesto ของเขา เขาประกาศว่า Silicon Valley มี "หนี้ทางศีลธรรม" ต่อรัฐ และกดดันให้วิศวกรซอฟต์แวร์เลิกทำตัวเป็นนักสันติภาพ (จากกรณีพนักงาน Google ประท้วงโครงการ Maven) แล้วหันมาสยบยอมเป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรสงคราม นี่คือการจงใจบิดเบือนหน้าที่ของเทคโนโลยีจากการเป็นเครื่องมือแห่งเสรีภาพ ให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งการควบคุม (Control) และการทำลายล้าง (Destruction) โดยอ้างความมั่นคงเป็นใบเบิกทาง


​2. "Longtermism" และการด้อยค่าความเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน



ในบทวิเคราะห์ How the Tech World Turned Evil เผยให้เห็นรากเหง้าของความอำมหิตนี้ผ่านลัทธิ "Longtermism" (ลัทธิระยะยาว) ที่เชื่อว่า การรักษาความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในอีกหนึ่งล้านปีข้างหน้า สำคัญกว่าชีวิตมนุษย์ที่กำลังหายใจอยู่ในปัจจุบัน

​หากพิจารณาผ่านเลนส์ของ "ลุงบัน ณ กันดั้ม" (Yoshiyuki Tomino) แนวคิดของ Karp และเหล่ามหาเศรษฐีเทคกลุ่มนี้ไม่ต่างอะไรกับความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยวของเหล่าผู้นำในจักรวาล Universal Century พวกเขาพยายามสถาปนาตนเองเป็น "Newtype" ในเชิงเทคโนโลยี มนุษย์ผู้มีสติปัญญาเหนือกว่าและมองเห็นอนาคต แต่เป็น Newtype ที่ไร้ซึ่งความเข้าเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

​ตรรกะของ Karp ที่เน้นเรื่อง Hard Power และการเร่งผลิตอาวุธ AI คือ การพยายามสลัดทิ้ง "แรงดึงดูดของวิญญาณ" (Gravity of the Soul) หรือจริยธรรมแบบเดิมที่เขามองว่า "ล้าหลัง" เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่ที่ตัดสินกันด้วยประสิทธิภาพของเครื่องจักรสงคราม สำหรับคนกลุ่มนี้ การที่ Palantir ช่วยระบบสอดแนมติดตามผู้อพยพ หรือช่วยกองทัพชี้เป้าสังหาร คือ "วิวัฒนาการ" ที่จำเป็น โดยมองว่ามนุษย์ในปัจจุบันเป็นเพียง "Oldtypes" ที่ต้องเสียสละเพื่อระเบียบโลกใหม่ในอุดมคติของพวกเขา


​3. เมื่อ "ความหลากหลาย" กลายเป็น "จุดอ่อน"

 

​ประเด็นที่แหลมคมที่สุดใน Manifesto ของ Karp คือ การระบุว่า "ไม่ใช่ทุกวัฒนธรรมที่เท่าเทียมกัน" และความหลากหลายที่ไม่มีแกนกลางคือ ความว่างเปล่า นี่คือการประกาศสงครามกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมนิยมอย่างเป็นทางการ

Silverman มองว่า มหาเศรษฐีเหล่านี้โหยหาอุดมการณ์ ขวาจัด (Far-right) เพราะพวกเขามองว่าสังคมที่เปิดกว้างนั้น "ไร้ประสิทธิภาพ" และ "อ่อนแอ" เกินกว่าจะสู้กับอำนาจนิยมอย่างจีนหรือรัสเซียได้ พวกเขาจึงเสนอทางเลือกใหม่ คือ การนำโดยอัจฉริยะเพียงไม่กี่คน (The Rule of the Elite) เพื่อสร้างโลกที่มีเอกภาพทางอัตลักษณ์อย่างสุดโต่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ “เงาของฟาสซิสม์” ในคราบซอฟต์แวร์


​4. High Castle Valley: รัฐซ้อนรัฐที่ไม่มีวันตาย

 

​ความอันตรายที่แท้จริงของ Palantir คือ การสถาปนาตนเองเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง ในขณะที่นักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่อัลกอริทึมที่ฝังอยู่ในระบบความมั่นคงและราชการจะกลายเป็น "อำนาจบริหารถาวร" (Permanent Executive Power) ที่ตรวจสอบไม่ได้

​นี่คือสภาวะของ High Castle Valley หุบเขาที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ ถูกเปลี่ยนเป็น “หอคอยสูง” ที่ประชาชนถูกจับจ้องตลอดเวลา โดยมี AI เป็นผู้พิพากษาที่ไร้หัวใจมนุษย์


​5. บทเรียนจาก The Man in the High Castle: ประตูที่กำลังถูกปิดตาย

 

​ความทะเยอทะยานของ Karp ทำให้ผมเห็นภาพซ้อนกับตอนจบของซีรีส์ "The Man in the High Castle" ฉากที่ประตูมิติเปิดออกและผู้คนจากหลายเส้นขนานเดินเข้ามาอย่างเป็นอิสระ คือ สัญลักษณ์ของการพังทลายของระบอบเผด็จการที่พยายามควบคุม "ความจริง" เพียงหนึ่งเดียว

​ทว่า Manifesto ของ Karp คือ ความพยายามที่จะ "ปิดประตูมิติ" นั้นลง เขาต้องการจำกัดความจริงให้เหลือเพียงชุดเดียว ชุดที่แข็งแกร่งที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยกำจัด "ความหลากหลาย" ที่เขามองว่าเป็นความอ่อนแอ หากเราปล่อยให้อัลกอริทึมของเขาเป็นผู้กำหนดว่าวัฒนธรรมใดควรอยู่หรือถูกกำจัด เราก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่โลกคู่ขนานที่มืดหม่นยิ่งกว่าในนิยาย เพราะในโลกความจริง ประตูมิติที่ถูกล็อกด้วยรหัสผ่านของ Palantir อาจไม่มีใครสามารถทำลายมันได้อีกเลย


​บทสรุป: สงครามที่มองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน

 

​อย่าหลงเชื่อว่า "เทคโนฟาสซิสม์" หรือ "High Castle Valley" เป็นเพียงทฤษฎีการเมืองที่อยู่ไกลตัว หรือจำกัดอยู่เพียงในสมรภูมิรบที่ห่างไกล เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนต่างกำลัง "หายใจ" อยู่ในระบบนิเวศที่พวกเขาสร้างขึ้น เราเสพรับสินค้าและบริการของ Big Tech เหล่านี้ในทุกวินาที ข้อมูลของเราถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธ (Weaponized Data) และถูกส่งต่อไปยังทำเนียบขาว (White House) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือใน "อำนาจกดขี่ทางการค้า" (Trade Oppression) ภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน

​อย่าคิดว่า เราจะเผชิญเพียงแค่ "Hot War" ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน หรือเพียงแค่ "Tariff War" กำแพงภาษีที่ปรากฏในข่าวเศรษฐกิจ เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ "Invisible War" ที่ผ่านเข้าทางหน้าจอสมาร์ทโฟนและคลาวด์คอมพิวติ้ง

ประการแรก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยวิ่งบนระบบของคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น AWS, Google Cloud, หรือ Microsoft Azure รัฐบาลไทย บริษัทไทย และชีวิตของคนไทยทุกวันนี้อยู่บนระบบที่คนกลุ่มนี้เป็นเจ้าของ

ประการที่สอง โมเดลการเฝ้าระวังของ Palantir กำลังถูกซื้อไปทั่วโลก ประเทศที่ต้องการระบบติดตามผู้คน ควบคุมชายแดน หรือวิเคราะห์ข้อมูลประชากร ไม่ต้องสร้างเอง แค่ซื้อจาก Palantir พร้อมใช้ รัฐบาลเผด็จการและประชาธิปไตยครึ่งใบทั่วโลกกำลังสนใจสินค้าชิ้นนี้

ประการที่สาม AI ที่ไทยกำลังนำมาใช้ ในภาคการเงิน สาธารณสุข และรัฐบาล ส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนแล้วตามที่เห็น คำถาม คือ เราเลือกได้ไหม หรือแค่รับเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการสยบยอมทางการเมืองและการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ประตูมิติแห่งประชาธิปไตยที่เราเคยเชื่อมั่น อาจถูกล็อกตายด้วยรหัสผ่านที่มหาเศรษฐีกลุ่มนี้เป็นผู้ถือไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวว่าเราได้ก้าวเข้าไปอยู่ใน High Castle Valley เรียบร้อยแล้ว

 

​วิเคราะห์และเรียบเรียงโดยเชื่อมโยงจากบทความ "How the Tech World Turned Evil" (Jacob Silverman), Manifesto ของ Alex Karp และปรัชญาความขัดแย้งในจักรวาล Gundam