มีคลิปหนึ่งวนอยู่ใน Weibo ช่วงต้นปี เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้หน้าจอประกาศผล เธอสอบติด แต่ไม่ใช่ที่ที่อยากได้ คนในคอมเมนต์ไม่ได้ปลอบ บางคนบอกว่า "ติดแล้วยังไง รุ่นพี่ก็ยังตกงาน" บางคนบอกว่า "อย่างน้อยไม่ต้องสอบใหม่" แต่ไม่มีใครบอกว่า ชีวิตจะดีขึ้น
นั่นคือสัญญาณเล็กๆ ที่บอกอะไรบางอย่างที่ตัวเลขบอกไม่ได้
เอเชียเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ให้ความสำคัญกับ “การเรียนต่อมหาวิทยาลัย” อย่างเข้มข้นมานาน การเข้าสถาบันชั้นนำไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษา แต่เป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคม โอกาสทางอาชีพ และความมั่นคงในชีวิต เด็กจำนวนมากจึงเติบโตมากับการแข่งขันที่สูง ตั้งแต่การสอบเข้า การเรียนพิเศษ ไปจนถึงแรงกดดันจากครอบครัวและสังคม เพื่อให้ได้เข้า “มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด” ซึ่งถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความสำเร็จในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม คุณค่าร่วมทางสังคมแบบนี้ กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกการทำงานใหม่เปิดพื้นที่ให้ทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถเฉพาะตัวมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่เส้นทางอาชีพไม่ได้ผูกติดอยู่กับปริญญาหรือชื่อสถาบันเพียงอย่างเดียว การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล สตาร์ทอัพ และการเรียนรู้ทางเลือก ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามกับระบบเดิม และหันมาให้คุณค่ากับ “การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง” มากกว่าการแข่งขันเพื่อเข้าไปอยู่ในระบบที่เคยถูกยกให้เป็นมาตรฐานเดียวของความสำเร็จ
“เกาเข่า” (Gaokao หรือ 高考) คือ การสอบแข่งขันระดับชาติเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของจีน โดยชื่อเต็มคือ "การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ" การสอบนี้จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง มักอยู่ในวันที่ 7–8 มิถุนายน ใช้เวลา 2–3 วัน รวมประมาณ 9 ชั่วโมง และมีผู้เข้าสอบมากกว่า 9 ล้านคนต่อปี ทำให้เกาเข่าเป็นหนึ่งในการสอบแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุดในโลก ข้อสอบแบ่งเป็น 2 ส่วน รวม 750 คะแนน ได้แก่ วิชาหลัก (คณิตศาสตร์, ภาษาจีน, ภาษาอังกฤษ) 450 คะแนน และวิชาเลือก (สายวิทย์หรือสายศิลป์) 300 คะแนน
เกาเข่า มีความคล้ายคลึงกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในหลายประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่มี CSAT (ครูซอท) ซึ่งก็จัดปีละ 1 ครั้ง มีการแข่งขันรุนแรง และถือเป็น "วันสอบแห่งชาติ" ที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ ญี่ปุ่นก็มีการสอบ EJU แต่วิธีการต่างกันเพราะมีหลายรอบสอบ ไต้หวันก็มีชื่อ เฮนเข่า ที่เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ และเวียดนามก็มี สอบระดับชาติ (แดดเอียน) ที่ใช้คะแนนเข้ามหาวิทยาลัยเช่นกัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกจึงมีวัฒนธรรมการสอบแข่งขันที่รุนแรงคล้ายกัน แต่จีนมีขนาดประชากรที่ใหญ่ที่สุด ทำให้เกาเข่ามีความโหดที่สุด
จุดที่ทำให้เกาเข่าแตกต่างจากการสอบอื่นในภูมิภาคคือ การสอบปีละ 1 ครั้งเพียงครั้งเดียว ถ้าสอบไม่ผ่านต้องรออีกปี, คะแนนเป็นตัวตัดสินเดียวโดยไม่มีการบวกเสริมปัจจัยอื่นเหมือน TCAS ของไทย และการแข่งขันที่สูงที่สุดในโลกด้วยผู้เข้าสอบ 9+ ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้เกาเข่ามีข้อผูกพันทางสังคมลึกซึ้งมาก เพราะถือเป็น "จุดเปลี่ยนชีวิต" ที่กำหนดสถานะทางสังคมและโอกาสอาชีพของเด็กจีน ทำให้วัฒนธรรมการสอบในเอเชียเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยมาก จนเด็กต้องแข่งกันเรียนและสอบเพื่อเข้าสถาบันที่ดีที่สุด
สัญญาณเตือนจากการสอบ เกาเข่า 2026
1) มิติแรก: ตัวเลขที่ผิดปกติ
จำนวนผู้สมัครสอบเกาเข่าในปี 2026 อยู่ที่ 12.9 ล้านคน ลดลงจาก 13.35 ล้านคนในปี 2025 ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สอง หลังจากที่ตัวเลขพีคที่ 13.42 ล้านคนในปี 2024 ถ้าดูแค่นี้ก็อาจบอกว่าเป็นเรื่องประชากรศาสตร์ธรรมดา เด็กเกิดน้อยลง ผู้สมัครก็ลดลงตาม
แต่ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ
เด็กรุ่นที่เกิดปี 2008 ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ควรสอบเกาเข่าในปี 2026 มีจำนวนประมาณ 10.68 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ผู้สมัครสอบจริงกลับลดลงสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ นั่นหมายความว่าเด็กมีอยู่ แต่ไม่มาสอบ พวกเขาไปอยู่ที่ไหน
Reuters รายงานว่าการลดลงสะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และความสนใจที่เพิ่มขึ้นในเส้นทางอาชีวศึกษาของคนรุ่นใหม่ และนั่นคือสัญญาณที่ต่างออกไป เพราะถ้าเป็นแค่ประชากรลดลง เด็กที่มีอยู่ก็ยังน่าจะสอบ แต่นี่คือเด็กที่มีอยู่แต่เลือกไม่สอบ
2) มิติที่สอง: จิตวิทยาสังคมของคนที่เลิกเชื่อในคำสัญญาดั้งเดิม
เกาเข่าไม่ได้เป็นแค่การสอบ มันคือสัญญาประชาคมที่รัฐจีนทำกับครอบครัวทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 1977 ว่าถ้าทนสอบ ทนเรียน ชีวิตจะดีขึ้น สัญญานั้นทำงานได้ดีตลอดยุค high-growth เพราะมันเป็นความจริง บัณฑิตออกมามีงาน เงินเดือนขึ้น ครอบครัวไต่บันไดชนชั้นกลางได้จริงๆ จนกระทั่งมันเริ่มไม่จริง
อัตราการว่างงานของเยาวชนพุ่งขึ้นถึง 18.9% ในเดือนสิงหาคม 2025 ก่อนจะลดเหลือ 16.5% ปลายปี ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัย และโซเชียลมีเดียจีนเต็มไปด้วยเรื่องที่เด็กรุ่นนี้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือเรื่องของคนที่จบปริญญาโทสาขาการเงินแล้วต้องไปเสิร์ฟอาหาร ไม่ใช่เพราะเลือก แต่เพราะตลาดไม่รองรับ
นักจิตวิทยาสังคมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "expectation violation" เมื่อโลกที่เป็นจริงไม่ตรงกับโลกที่ถูกสัญญาไว้ สมองมนุษย์ไม่ได้แค่ผิดหวัง มันสร้าง worldview หรือโลกทัศน์ ใหม่ขึ้นมาบนความผิดหวังนั้น และโลกทัศน์ใหม่ของรุ่น 00 หรือ เด็กรุ่นที่เกิดหลังปี 2000 บอกว่า “เรียนสูงไม่ได้แปลว่าชีวิตดี”
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับงานที่มีในตลาดนำไปสู่ปรากฏการณ์ "นอนราบ" หรือ tang ping ที่คนรุ่นใหม่เลือกถอนตัวออกจากตลาดแรงงาน แต่ tang ping ถูกเข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นความขี้เกียจ จริงๆ แล้วมันคือ การถอนทุนออกจากเกมที่คำนวณแล้วว่าชนะไม่ได้ ไม่มีใครนอนราบเพราะไม่อยากทำงาน พวกเขานอนราบเพราะรู้ว่าลุกขึ้นวิ่งแล้วก็ยังไม่ถึงเส้นชัยที่รุ่นพ่อแม่บอกไว้
Bai Lan หรือ "ปล่อยให้เน่า" เป็นอีกขั้วหนึ่งที่ต่อยอดจาก tang ping คือ ไม่แค่ไม่แข่ง แต่หยุดต่อสู้กับสถานการณ์ที่รู้สึกว่าควบคุมไม่ได้อีกต่อไป สองกระแสนี้ไม่ใช่ทัศนคติของคนขี้แพ้ มันคือ การตอบโต้อย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อโครงสร้างที่ไม่ตอบแทนความพยายามอีกแล้ว
3) มิติที่สาม: การเปลี่ยนค่านิยมที่สะท้อนในการเลือกสาขาวิชา
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ว่าเด็กไม่สมัครสอบ แต่คือเมื่อสอบแล้วพวกเขาเลือกเรียนอะไร
สาขาเศรษฐศาสตร์และการเงินที่เคยเป็นคณะยอดนิยมอันดับหนึ่งของจีน มีคะแนนตกฮวบ ในขณะที่ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และจิตวิทยาขึ้นมาแทน บัญชี ประกันภัย กฎหมาย ที่เคยดึงดูดด้วยความมั่นคง แนวโน้มคะแนนก็ลดลงเช่นกัน
สื่อตะวันตกมักเล่าเรื่องนี้ในแบบที่ฟังดูโรแมนติกว่า "คนรุ่นใหม่จีนกล้าเลือกตามใจ" ผมว่านั่นมองผิวเกินไป เพราะถ้าสาขาการเงินยังให้งานที่ดีเหมือนเดิม เด็กก็คงยังแย่งกันเข้า การที่คะแนนลดลงไม่ใช่เพราะกล้า แต่เพราะ ROI มันไม่คุ้มแล้ว แบงก์จีนกำลังไล่พนักงานสายการเงินออกและหันมาจ้างคนที่เข้าใจ AI คณิตศาสตร์ และสถิติแทน เด็กรุ่น 00 ที่ดู Douyin รู้เรื่องนี้ดี (คนไทยก็ชอบดูน่ะ)
การเลือกเรียนประวัติศาสตร์หรือจิตวิทยาจึงไม่ใช่แค่ "ตามใจ" แต่คือ reframing ของคำถามที่ว่า ถ้าจะเรียนสี่ปีแล้วยังไม่การันตีงาน ก็เรียนอะไรที่รู้สึกว่ามีความหมายกับชีวิตดีกว่า
4) มิติที่สี่: สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเจออยู่
ตรงนี้แหละที่น่าสนใจสุด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาครับ
People's Daily ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2026 ยังเขียนเชิดชู เกาเข่า ในฐานะกลไกคัดเลือกบุคลากรที่น่าเชื่อถือที่สุดของจีน และยืนยันค่านิยมว่า "ความพยายามย่อมได้ผลตอบแทนเสมอ" นั่นคือภาษาฉบับทางการของพรรค แต่มันขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่คอมเมนต์ใน Weibo พูดถึงทุกวัน
โมเดลที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) พึ่งพามาตลอดคือ รัฐลงทุนด้านการศึกษา ประชาชนผลิตแรงงานมีทักษะและ productive citizens กลับมา วงจรนี้ทำงานได้ดีเพราะเศรษฐกิจโตเพียงพอที่จะดูดซับบัณฑิตทุกรุ่น แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอ อสังหาริมทรัพย์พัง AI กินงานสายขาว และบัณฑิตใหม่ 12.7 ล้านคนเข้าตลาดแรงงานในปีเดียว วงจรนั้นเริ่มสะดุด
กันยายน 2025 สำนักงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีน เปิดแคมเปญปราบปรามคอนเทนต์ที่ปลุกปั่น "ความรู้สึกมองโลกในแง่ร้ายเกินไป" และเล็งเป้าไปที่บล็อกเกอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่บอกว่า "ทำงานหนักไปก็ไร้ประโยชน์" นั่นคือสัญญาณที่บอกว่า tang ping ไม่ใช่แค่กระแสโซเชียล แต่มันกลายเป็นสิ่งที่รัฐรู้สึกว่าต้องจัดการ
เพราะเด็กที่บอกว่าไม่แข่ง ไม่ซื้อบ้าน ไม่มีลูก กำลังพูดสิ่งที่ CCP ได้ยินชัดมาก รัฐที่ต้องการอัตราการเกิดเพิ่ม แรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผู้บริโภคที่กระตุ้น GDP ไม่อาจรับมือกับประชาชนที่ตัดสินใจออกจากเกมได้
ความกดดันซ้อนกันระหว่างการว่างงานและเงินเฟ้อกำลังปรับรูปสังคมจีนใหม่ มีรายงานว่า กว่า 30% ของคนหนุ่มสาวมีอาการซึมเศร้าที่เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงในงาน และนั่นแปลว่าสิ่งที่ CCP กำลังเจอไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่คือปัญหาสุขภาพจิตระดับประชากรที่กำลังเปลี่ยน worldview ของคนทั้งรุ่น
5) มิติสุดท้าย: ชั่วคราว หรือถาวร
คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ
นักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่านี่คือ cohort effect ที่เกิดจากแรงกดเฉพาะช่วง ถ้าเศรษฐกิจฟื้น งานกลับมา เด็กก็จะกลับมาแข่งเหมือนเดิม โดยอ้างตัวอย่างจากประเทศอื่นที่เคยผ่านจุดต่ำแล้วฟื้นตัว
แต่อีกมุมหนึ่ง นักสังคมวิทยาชี้ว่า เมื่อค่านิยมเปลี่ยนในระดับ identity มันไม่ค่อยกลับ ในช่วงต้นปี 2026 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงฉุดดึงชีวิตทางเศรษฐกิจของจีน และการกลับสู่ยุค high-growth แบบก่อนโควิดดูไม่น่าจะเกิดขึ้น
เด็กที่เติบโตมาโดยเห็นว่าเรียนสูงแล้วก็ยังตกงาน ไม่ได้แค่ผิดหวัง พวกเขาสร้างชุดความเชื่อใหม่ขึ้นมาบนความผิดหวังนั้น และชุดความเชื่อแบบนั้นส่งต่อได้ ผ่านคอนเทนต์ที่พวกเขาผลิต ผ่านการพูดคุยกับน้องๆ ผ่านทุกคอมเมนต์ใต้คลิปที่บอกว่า "ติดแล้วยังไง"
เกาเข่ายังอยู่ นักเรียน 12.9 ล้านคนยังเข้าห้องสอบในปีนี้ รัฐบาลจีนยังปฏิรูปหลักสูตร ยังเพิ่มสาขา AI ยังส่งเสริมอาชีวศึกษา นโยบายยังเดินหน้า
แต่สิ่งที่นโยบายทำไม่ได้คือ สั่งให้คนเชื่อในสัญญาที่มันขาดไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่รัฐจีนกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ปัญหาการศึกษา แต่คือปัญหาความไว้วางใจ ที่แก้ไม่ได้ด้วยการยกเลิกหลักสูตรล้าสมัยหรือเพิ่มสาขา AI