Skip to main content

 

เมืองซูริก ของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนที่ราบแอ่งกระทะโอบล้อมด้วยทะเลสาบและผืนป่า เมืองนี้ใช้เวลากว่าสามทศวรรษในการเปลี่ยนดาดฟ้าอาคารต่างๆ ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อต่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังร้อนขึ้นในอัตราราว 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก ในสถานการณ์ที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของสวิตเซอร์แลนด์อาจเพิ่มสูงถึง 5.7 องศาเซลเซียส นั่นแปลว่า คลื่นความร้อนจะเกิดถี่ขึ้น มีช่วงเวลากลางคืนที่อากาศร้อนมากขึ้น และวงจรน้ำท่วมสลับกับภัยแล้งจะรุนแรงยิ่งขึ้น

ลักษณะภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ ทำให้ ซูริก ความร้อนสะสมได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน อาคารและพื้นผิวถนนที่ทำด้วยคอนกรีตจะแผ่ความร้อนต่อเนื่องไปจนค่ำคืน ทำให้อากาศตอนกลางคืนร้อนอบอ้าว

เมืองซูริก ออกข้อบังคับเรื่อง “หลังคาเขียว” ตั้งแต่ปี 1991โดยกำหนดให้อาคารใหม่หรืออาคารที่ปรับปรุงใหม่ที่มี “ดาดฟ้า” ต้องปลูกพืชพรรณบนหลังคา จากมุมมองที่มองการณ์ไกลอย่างยิ่งนี้ การศึกษาของ Zürcher Kantonalbank ธนาคารขนาดใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า ในบางย่านมีพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าอาคารแล้วถึงร้อยละ 12 จากจำนวนราวร้อยละ 40 ของหลังคาดาดฟ้าอาคารทั่วเมืองที่สามารถรองรับการปลูกพืชพรรณได้

งานศึกษาชี้ว่า ศักยภาพในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าอาคารในซูริกยังเหลืออยู่อีกมาก ในบางเขตมากกว่าครึ่งหนึ่งของหลังคาดาดฟ้าเหมาะสมสำหรับการทำให้เป็นพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะหลังคาที่ปูกรวดซึ่งสามารถรับน้ำหนักเพิ่มได้อยู่แล้ว

เหตุผลที่เมืองซูริกเลือกใช้นโยบาย “หลังคาเขียว” เนื่องจากว่า หลังคาสีเขียว สามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ ช่วยการกักเก็บน้ำฝนและชะลอการระบายน้ำ ช่วยปรับปรุงสภาพภูมิอากาศทั้งภายนอกและภายในอาคาร ทั้งยังสามารถช่วยลดความสุดขั้วของสภาพอากาศจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ หลังคาที่เป็นพื้นที่สีเขียวยังช่วยดูดซับเสียง ดักจับฝุ่นละออง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อยู่อาศัยและสถานที่ทำงาน รวมถึงเป็นการปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองเมื่อมองจากอาคารสูงหรือจากบนภูเขา และยังช่วยเรื่องของการลดต้นทุนระยะยาว โดยช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคา ช่วยประหยัดพลังงานจากการทำความร้อนและความเย็น และลดภาระให้กับระบบระบายน้ำของเมือง

เว็บไซต์ของเมืองซูริก ให้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการออกแบบ ผลตอบแทน และเงื่อนไขขั้นต่ำทางเทคนิคสำหรับหลังคาสีเขียวด้วย ตัวอย่างเช่น ชั้นวัสดุที่ใช้ปลูกพืชพรรณต้องมีความหนาอย่างน้อย 10 เซนติเมตร และมีความสามารถในการกักเก็บน้ำขั้นต่ำ 45 ลิตรต่อตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่าความลึกของน้ำ 4.5 เซนติเมตร รวมทั้งต้องใช้เมล็ดพันธุ์และพืชท้องถิ่นจากระบบนิเวศพื้นถิ่นเท่านั้น

ดร.สเตฟาน เบรนไนเซน หัวหน้ากลุ่มวิจัยนิเวศวิทยาเมือง จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ของมหาวิทยาลัยซูริก ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “บิดาแห่งหลังคาเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งศึกษาวิจัย ออกแบบ และผลักดันที่อยู่อาศัยในลักษณะนี้มากว่า 30 ปี

ดร.สเตฟาน อธิบายว่า สวนบนหลังคาได้รับความนิยมมานานตั้งแต่ 3,500 ปีก่อนในอียิปต์ ต่อมาถึงยุคกรีกและโรมัน  นอกจากวัตถุประสงค์ด้านความรื่นรมย์ของชนชั้นสูงแล้ว ยังช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนให้โครงสร้างอาคารอีกด้วย ที่สำคัญคือ หลังคาเขียวมีส่วนสำคัญต่อการทำให้เมืองเย็นลง และเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราสามารถคืนพื้นที่บางส่วนให้ธรรมชาติได้ แม้ในขณะที่กำลังก่อสร้างอาคารใหม่

สำนักงานสิ่งแวดล้อมของเมืองซูริก เผยว่า หลังคาเขียวแบบบาง มีอุณหภูมิพื้นผิวต่ำกว่าหลังคาที่ไม่มีพืชปกคลุมโดยเฉลี่ยราว 5 องศาเซลเซียส ขณะที่หลังคาเขียวแบบหนา สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้มากถึง 18.5 องศาเซลเซียส แม้ที่ความสูงสองเมตรเหนือหลังคา อุณหภูมิก็ลดลงอย่างชัดเจน

การศึกษาในเมืองซูริกและบาเซิล พบว่า หลังคาเขียวมีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำฝน ด้วยการดูดซับและปล่อยน้ำที่กักเอาไว้อย่างช้าๆ จึงช่วยลดภาระให้กับระบบระบายน้ำของเมืองที่เก่าแก่ รวมถึงช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของหลังคาให้ยาวนานขึ้น เนื่องจากพืชช่วยปกป้องชั้นกันซึมจากรังสีอัลตราไวโอเลตและความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรง

Aufleben Natur องค์กรด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า หลังคาเขียวที่ออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำหน้าที่เป็นแหล่งอาศัยให้กับแมลง นก และพืช มีงานวิจัยที่พบว่า สายพันธุ์ของพืชที่เปราะบางบางชนิด รวมถึงชนิดใกล้สูญพันธุ์ สามารถเติบโตได้ดีบนหลังคาที่เลียนแบบสภาพแวดล้อมดั้งเดิมของภูมิภาคนั้นๆ แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพสามารถฟื้นคืนได้แม้ในพื้นที่เมืองที่จำกัดที่สุด

ปัจจุบัน ซูริก มีพื้นที่หลังคาเขียวมากกว่า 4.6 ตารางเมตรต่อประชากรหนึ่งคน หรือเกือบร้อยละ 50 ของหลังคาที่มีดาดฟ้าทั้งหมด แม้หลังคาเขียวจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ด้วยต้นทุนในการปรับปรุงพื้นที่หลังคา รวมถึงข้อยกเว้นสำหรับพื้นที่ระเบียง และร้านอาหาร จึงทำให้ใจกลางเมืองซูริกมีหลังคาเขียวเพียงราวร้อยละ 1

อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์ยังคงก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารที่มีหลังคาดาดฟ้าปีละ 3 ถึง 5 ล้านตารางเมตร ซึ่งเป็นโอกาสอย่างมากสำหรับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ เมืองซูริกยังกำหนดให้มีติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเขียวจำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2015 และสนับสนุนการผสานสองเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยให้พืชช่วยลดความร้อนให้ระบบโซลาร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่แผงโซลาร์ที่ยกสูง ให้ร่มเงากับต้นอ่อนของพืชหลากชนิดได้เติบโต

นับจากนโยบายหลังคาเขียวของซูริก เมืองอื่นๆ ก็เริ่มดำเนินการตาม เช่น ที่สิงคโปร์ รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งให้กับการปรับปรุงพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าหลังคาอาคาร ที่ชิคาโก มีการเร่งรัดใบอนุญาตสร้างอาคารให้กับอาคารที่มีดาดฟ้าเป็นพื้นที่สีเขียว และในปี 2016 ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกของสหรัฐที่ออกข้อบังคับกำหนดให้พื้นที่ดาดฟ้าของอาคารใหม่ร้อยละ 15 ถึง 30 ต้องเป็นพื้นที่สีเขียว หรือต้องติดตั้งแผงโซลาร์

“หน่วยงานรัฐควรเข้าใจว่า หลังคาอาคารควรถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และนำธรรมชาติกลับคืนสู่เมือง ด้วยต้นทุนที่สมเหตุสมผล เราสามารถสร้างหลังคาที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งดีต่อทั้งคนและธรรมชาติ ซึ่งเราได้พิสูจน์สิ่งนี้อย่างชัดเจนแล้วในสวิตเซอร์แลนด์” ดร.สเตฟาน กล่าว


ที่มา
This City Turned Its Rooftops into a Climate Shield
Zürich, Switzerland