Skip to main content

 

โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอังกฤษ เริ่มจัด “ชั้นเรียนการสนทนา” อย่างเป็นทางการสำหรับเด็กเล็ก หลังจากพบว่า เด็กนักเรียนจำนวนมากไม่สามารถการสื่อสารแบบซึ่งหน้ากับผู้อื่น แม้จะเป็นการพูดคุยแบบทั่วไปก็ตาม

โรงเรียนในเมืองดาร์บี้ ประเทศอังกฤษ จัดบทเรียนเกี่ยวกับการสนทนาแบบซึ่งหน้าให้กับนักเรียน หลังพบว่า เด็กนักเรียนหลายคนมาโรงเรียนโดยที่ไม่สามารถสนทนาในระดับพื้นฐานได้ ไม่สามารถมีสมาธิระหว่างการพูดคุย หรือไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างสบายใจ

วิชาเรียนดังกล่าว มีการกำหนดโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นเรื่องการสนทนา การรับฟัง การสบตา การผลัดกันพูด และการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมั่นใจ

การจัดชั้นเรียนการสนทนานี้ได้จุดกระแสการถกเถียงในวงกว้าง มีหลายคนตั้งคำถามว่า ปัจจุบันโรงเรียนกำลังถูกบังคับให้สอนทักษะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่เด็กเรียนรู้ได้เองตามธรรมชาติจากที่บ้านหรือไม่ และคนรุ่นที่เติบโตมาพร้อมสมาร์ทโฟนและสื่อสังคมออนไลน์ กำลังสูญเสียความสามารถในการสนทนากับผู้อื่นไปแล้วหรือเปล่า

การที่ชั้นเรียนสอนการสนทนากลายมาเป็นวิชาเรียน ทำให้นักการศึกษาจำนวนมากเชื่อว่า สังคมไม่อาจมองข้ามปัญหาที่ว่า การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้เองโดยอัตโนมัติเหมือนดังเช่นเด็กในยุคก่อนๆ แต่มันเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการสอนอย่างจริงจัง

รายงานของ Ofcom หน่วยงานกำกับดูแลการสื่อสารและโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร ระบุว่า เด็กๆ เริ่มใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อยมาก โดยพบว่า เด็กอายุ 5-7 ปี เกือบร้อยละ  25 มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และร้อยละ 75 ใช้แท็บเล็ตเป็นประจำ

ร้อยละ 90 ของเด็กอายุ 11 ปีมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง และเด็กอายุ 12-15 ปี มีอัตราการครอบครองสมาร์ทโฟนสูงถึงร้อยละ 96

เด็กยุคปัจจุบัน แม้จะสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่วจนน่าทึ่ง แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่กำลังประสบปัญหาทักษะการสื่อสารซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องปรกติ เช่น การสบตา การฟังโดยไม่ขัดจังหวะ การอ่านอารมณ์ของคู่สนทนา รวมถึงความสามารถในการสนทนาอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบัน เด็กๆ สัมผัสกับหน้าจอ วิดีโอสั้น รีล คลิป และเกมต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนที่พวกเขาจะพัฒนาทักษะการสื่อสารที่คนรุ่นก่อนเคยเรียนรู้ผ่านการพูดคุยในครอบครัว การเล่นในสนามเด็กเล่น และประสบการณ์ทางสังคมในชีวิตประจำวัน” รายงานระบุ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรโยนความผิดทั้งหมดไปที่สมาร์ทโฟน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การใช้เวลากับหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่การ “ไม่มีเวลาสำหรับการพูดคุยกันจริงๆ” ในครอบครัว ซึ่งเด็กที่ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการวิดีโอคอลกับปู่ย่าตายาย จะมีความแตกต่างอย่างมากกับเด็กที่ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงไปกับการเลื่อนดูคลิปวิดีโอสั้นอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง

ปัจจุบัน ครูถูกคาดหวังให้รับมือกับทุกเรื่อง ตั้งแต่สุขภาพจิตไปจนถึงความรู้ทางการเงิน การเพิ่มวิชาการสนทนาเข้าไปในหลักสูตร จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ขอบเขตความรับผิดชอบของพ่อแม่สิ้นสุดตรงไหน และบทบาทของโรงเรียนควรเริ่มต้นที่ตรงใด

“ฉันยินดีถ้าโรงเรียนจะสอนทักษะการสนทนา แต่ก็กลัวว่า อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว ซึ่งนั่นไม่ถูกต้องเลย พ่อแม่มีหน้าที่สำคัญมากในเรื่องนี้ แต่หลายครั้งกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควร” คุณแม่รายหนึ่งกล่าว


ที่มา
UK school introduces ‘Conversation classes’ as kids lose ability to talk