ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อคนที่รักการ “ดื่มชา” จากการที่เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตชาที่ได้มีรสขมมากขึ้น และการควบคุมคุณภาพใบชาทำได้ยากขึ้น
รายงานฉบับใหม่ของ Christian Aid องค์กรด้านการกุศลระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร เผยว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและสภาพอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว ซึ่งขึ้นในประเทศผู้ผลิตชารายใหญ่อย่าง อินเดีย ศรีลังกา และเคนยา อาจทำให้รสชาติของชาที่ผลิตได้มีความขมและฝาดมากขึ้น และไม่สามารถควบคุมความสม่ำเสมอของรสชาติได้
โดยปรกติ การปลูกชาต้องอาศัยสภาพอากาศที่ค่อนข้างคงที่ รวมทั้งอุณหภูมิและปริมาณฝนที่สม่ำเสมอ สภาพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับต้นชาคืออุณหภูมิระหว่าง 13 ถึง 30 องศาเซลเซียส และปริมาณฝนที่เพียงพอแต่ไม่มากเกินไป
ส่วนรสชาติและคุณภาพของชา ขึ้นอยู่กับสมดุลของสารประกอบต่างๆ เช่น สารประกอบแคทีชิน กรดอะมิโน และโพลิฟีนอล แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ต้นชาจะสร้างสารที่ให้รสฝาดมากขึ้น ขณะที่ความหวานตามธรรมชาติลดลง ส่งผลให้ใบชาที่ได้มีรสชาติขมขึ้น
ขณะที่ฝนที่ตกไม่สม่ำเสมออาจทำให้สารที่สร้างความลุ่มลึกและเป็นเอกลักษณ์ของชาถูกเจือจาง และที่สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม สร้างความเครียดให้กับต้นชา ทำให้ผลผลิตลดลง และคุณภาพด้อยลง
รายงานระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไม่ใช่ผู้ดื่มชา แต่เป็นเกษตรกรรายย่อยและผู้ผลิตชาในประเทศที่เกิดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ยังต้องรับมือกับต้นทุนราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน
Christian Aid เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปลูกชา เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ชาที่ทนทานต่อสภาพอากาศ การปรับปรุงระบบชลประทาน และการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาเพื่อปกป้องไร่ชา นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกรไร่ชา รวมถึงเงินกองทุนสำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการคุ้มครองแรงงาน
ขณะที่ รูเบิน คอเรีย เกษตรกรชารายย่อยในสหราชอาณาจักร บอกว่า เมื่ออากาศแห้งจัดหรือแปรปรวน คุณภาพของชาจะเปลี่ยนไป ใบชาจะเล็กลง และรสชาติก็ไม่ดีเหมือนในช่วงที่ฤดูกาลยังมีความคงที่
ที่มา
Trouble brewing? Climate change puts tea drinkers in hot water