Skip to main content

 

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์


มีคำพูดในวงการบริหารองค์กรที่ว่า “อย่าแก้วิกฤตด้วยเครื่องมือที่สร้างวิกฤต” ฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับรัฐบาลไทยในปี 2569 มันคือ “โจทย์ที่ยากที่สุด” ในรอบหลายสิบปี

เพราะนี่ไม่ใช่วิกฤตธรรมดา และที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ใช่วิกฤตเดียว ปีที่ผ่านมาไทยเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่ PM2.5 ที่กลายเป็นฉากหลังถาวรของทุกฤดูร้อน ไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่ทำลายสถิติ 300 ปี และตอนนี้ยังต้องเผชิญกับสงครามในอ่าวเปอร์เซียที่ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งกระฉูดและห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอนพร้อมกัน

ทั้งหมดนั้น อยู่ท่ามกลางโลกที่กำลังปรับโครงสร้างตัวเองใหม่ในทุกมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี พร้อมกันไปหมด

ในบริบทนี้ รัฐบาลที่เพิ่งได้รับฉันทามติจากประชาชนในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไม่ควรแค่ “บริหารงาน” แต่ต้อง “บริหารบนวิกฤต” ซึ่งเป็นคนละศาสตร์กันโดยสิ้นเชิง


1. อ่านวิกฤตให้ขาด ก่อนจะรู้ว่าต้องทำอะไร

ภูมิรัฐศาสตร์โลก: ไทยอยู่กลางพายุที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

 

2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้าแบบกวาดล้าง ทั้งภาษีพื้นฐาน 10% บนสินค้าทุกชาติ และอัตราพิเศษที่เล็งเป้าเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่นโดยตรง นี่คือจุดแตกหักที่ฝังโลกาภิวัตน์แบบเดิมลงอย่างเป็นทางการ หลังการเจรจา ไทยยังต้องแบกภาษี 19% ไว้บนไหล่

แต่ถ้าภาษีปี 2568 คือพายุลูกแรก สงคราม US-Israel-Iran ที่ปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือ สึนามิ อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย IEA ประกาศว่านี่คือ “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” น้ำมันดิบที่เคยผ่านช่องแคบวันละ 20 ล้านบาร์เรลแทบหายไปจากระบบ Brent พุ่งแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันขึ้นกว่า 45% ก๊าซขึ้น 55% และปุ๋ยขึ้น 35% ภายในเดือนเดียว EIA คาดว่า Brent จะพีกที่ 115 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ก่อนจะค่อยๆ ลงมาปลายปี โดยอิงกับสมมติฐานที่ดีที่สุดว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ

สำหรับไทย ซึ่งนำเข้าพลังงานและพึ่งพาภาคเกษตร นี่ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศ มันคือต้นทุนที่กำลังเดินเข้ามาในตลาดสดทุกเช้า ยังมี wildcard ที่มักถูกมองข้ามอีกชุด คือ ฮีเลียม ที่ใช้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์หายออกจากตลาดโลกไปเกือบหนึ่งในสาม เพราะฮับผลิตก๊าซ Ras Laffan ของกาตาร์ถูกโจมตีและต้องหยุดเดินเครื่อง ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยพยายามดึงเข้ามา

ในขณะที่เพื่อนบ้านเดินหน้าแล้ว มาเลเซียเร่งเสริมขีดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ เวียดนามเล่นสองฝั่งพร้อมกันโดยขยายสัมพันธ์ทั้งกับวอชิงตันและปักกิ่ง อินโดนีเซียผลักดันการเข้าร่วม CPTPP และเจาะตลาด Global South ไทยเลือกทางที่เฉยที่สุด และน่าเป็นห่วงที่สุด

สิ่งที่ต้องทำ: ประกาศจุดยืนนโยบายต่างประเทศเชิงเศรษฐกิจให้ชัดเจน ว่าไทยจะวางตำแหน่งตัวเองในห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่อย่างไร อุตสาหกรรมใดดึงดูด อุตสาหกรรมใดปล่อยผ่าน และมีแผนฉุกเฉินด้านพลังงานที่ activate ได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ออกแถลงการณ์กว้างๆ ว่า “ไทยยืดหยุ่น”

 

PM2.5: วิกฤตสาธารณสุขที่ถูกมองเป็นแค่ “ฤดูกาล”

 

ต้นปี 2568 PM2.5 ในกรุงเทพฯ พุ่งแตะ 108 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในเดือนมกราคม สูงเกือบสามเท่าของค่ามาตรฐานแห่งชาติ มีการปิดโรงเรียนในกรุงเทพฯ กว่า 350 แห่ง รัฐบาลตอบสนองด้วยการให้รถไฟฟ้า BTS MRT และรถเมล์ขสมก. ฟรี 7 วัน ใช้งบ 140 ล้านบาทเพื่อชดเชยผู้ประกอบการเอกชน ฟังดูเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว แต่ปัญหาคือมันไม่ได้แก้อะไรที่รากเลย

ปี 2569 ภาคเหนือหนักกว่านั้นมาก ช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน ค่า PM2.5 ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม พุ่งถึง 409 ไมโครกรัม และในพื้นที่ห่างไกลอย่างอำเภอเชียงดาว ระบบตรวจวัดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บันทึกได้กว่า 800 ไมโครกรัม สูงกว่า WHO guideline มากกว่า 50 เท่า เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 เมืองมลพิษแย่ที่สุดของโลกซ้ำๆ ตลอดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม โรงพยาบาลในพื้นที่รายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากระดับปกติ มีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหลายอำเภอ และตั้งแต่ต้นปีถึงปลายมีนาคม มีจุดความร้อนสะสมในจังหวัดเดียวกว่า 2,090 จุด

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิกฤตฤดูกาล มันคือ Invisible Disaster ที่สะสมความเสียหายทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจโดยไม่มีกล้องโทรทัศน์มาถ่าย

TDRI ระบุตรงๆ ว่า รัฐบาลมองหมอกควันเป็น “มลพิษตามฤดูกาล” ที่รอฝนมาล้าง ทำให้นโยบาย PM2.5 ของไทยกลายเป็นเรื่องเฉพาะกิจและไม่ต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือ ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ “งบบูรณาการ” ด้านฝุ่นโดยตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแผนได้แต่ติดกฎระเบียบที่ไม่ให้ดึงงบจากกรมอื่น

การสำรวจระดับชาติของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยพบว่า กว่า 88% ของผู้ตอบได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง โดยมลพิษทางอากาศเป็นความกังวลอันดับหนึ่งที่ 42% ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันคือ เรื่องของความเชื่อมั่นต่อรัฐ

สิ่งที่ต้องทำ: หยุดมอง PM2.5 เป็นปัญหาฤดูกาล มันคือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเรื้อรังที่ต้องได้รับงบถาวร มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน และมีกฎหมายอากาศสะอาดที่มีฟันเขี้ยว ไม่ใช่ประกาศเขตควบคุมมลพิษในสัปดาห์สุดท้ายก่อนรัฐบาลสิ้นวาระ

 

น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้: บทเรียนที่แพงเกินกว่าจะไม่เรียนรู้

 

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปีปกคลุมภาคใต้ หาดใหญ่จมใต้น้ำสูงถึง 2.5 เมตรในบางพื้นที่ ผู้เสียชีวิต 145 ราย โดย 110 รายอยู่ในสงขลาเพียงจังหวัดเดียว รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิน 500,000 ล้านบาท กระทบผู้คนกว่า 2.9 ล้านคน และในภาคโรงแรมเพียงอย่างเดียว โรงแรมกว่า 90% จาก 300 แห่งในหาดใหญ่ได้รับความเสียหาย

สิ่งที่น่าเศร้าคือ ภัยพิบัติครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวของระบบ ไม่ใช่แค่ธรรมชาติ คืนก่อนน้ำท่วมหนัก นายกเทศมนตรีหาดใหญ่ยังออกสื่อให้ความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาหลังน้ำท่วมปี 2553 จะรับมือได้ แต่รุ่งเช้าน้ำท่วมทั้งเมือง วิศวกรด้านทรัพยากรน้ำชี้ว่าจุดอ่อนสำคัญมาจาก “แผนแม่บทน้ำ” ที่ล้าสมัยและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ออกแบบมารับ “พายุความเข้มสูง” แบบใหม่ ขณะที่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วได้ทำลายพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติไปจนหมด

รัฐมนตรีคลังเองยังยอมรับว่า ไทยต้องเรียนรู้จากมหาอุทกภัยครั้งนี้และลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมในอนาคต พร้อมเสนอให้ใช้โอกาสนี้ยกระดับหาดใหญ่เป็น Smart City เหมือนที่ปีนังพัฒนาตัวเองเป็นฮับเซมิคอนดักเตอร์ แนวคิดที่ดี แต่จะเป็นแค่คำพูดข้างเวทีหรือแผนจริง คือคำถามที่รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องตอบ

สิ่งที่ต้องทำ: ทบทวนแผนแม่บทน้ำทั้งประเทศ โดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศชุดใหม่ที่สะท้อนความรุนแรงของพายุแบบใหม่ และออกแบบเมืองโดยคำนึงถึงการกักน้ำตั้งแต่ผังเมือง ไม่ใช่แก้เฉพาะท่อระบายน้ำ

 

ความเชื่อมั่นของประชาชน: ทรัพยากรที่หายแล้วยากจะได้คืน

 

Bloomberg รายงานว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมตอกย้ำภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาบริหารได้เพียง 10 สัปดาห์ กระทรวงสาธารณสุขถูกวิจารณ์กรณีลบโพสต์จำนวนผู้เสียชีวิตบนโซเชียลมีเดีย ในขณะที่อาสาสมัครในพื้นที่ยืนยันตัวเลขสูงกว่าทางการมาก

การสูญเสียความน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่ปัญหาภาพลักษณ์ มันคือต้นทุนในการทำงานที่สูงขึ้นทุกอย่าง ตั้งแต่นโยบายภาษีไปจนถึงการขอความร่วมมือจากประชาชนในยามวิกฤตครั้งต่อไป

สิ่งที่ต้องทำ: สร้างระบบรายงานสถานการณ์วิกฤตแบบเรียลไทม์ที่โปร่งใส ตัวเลขผู้เสียชีวิต ความเสียหาย และทรัพยากรที่ส่งไปต้องอัปเดตสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้สื่อบีบก่อนค่อยยอมรับ


2. ปฏิวัติระบบงบประมาณ จากปี 69 ถึงปี 70

งบปี 69 ที่เหลือ: อย่าใช้แบบเดิมเพราะมันเหลืออยู่

 

วัฒนธรรม “ล้างงบ” ปลายปีเพื่อรักษาฐานงบประมาณปีหน้ากินระบบการคลังไทยมานาน เงินถูกใช้ไปกับสิ่งที่ “จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษางบ” ไม่ใช่สิ่งที่ “จำเป็นต่อประเทศในภาวะวิกฤต”

ข้อเสนอ: ประกาศวาระฉุกเฉินการใช้งบปี 69 กำหนดให้งบที่เหลือทุกบาทต้องพิสูจน์ว่า ตอบโจทย์วิกฤตปัจจุบันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น PM2.5 น้ำท่วม วิกฤตพลังงาน หรือเศรษฐกิจ ถ้าไม่ตอบโจทย์ พักไว้เป็นกองทุนสำรองฉุกเฉิน อย่ากระจายให้หน่วยงานใช้ตามแผนเดิมที่เขียนไว้ก่อนวิกฤต

 

งบปี 70: ต้องคิดใหม่ทั้งกระบวนการ

 

สิงคโปร์ทำให้ดูแล้วว่ามันทำได้ กระทรวงการคลังสิงคโปร์ออกแบบ Public Service Transformation Budget ที่ประเมินทุกไตรมาสว่า ข้อเสนอแต่ละรายการสามารถขยายผลพ้นจากระดับนำร่องได้หรือไม่ และกระทรวงผู้ขอต้องร่วมรับผิดชอบต้นทุนส่วนหนึ่งด้วย ไม่ใช่แค่ขอแล้วรอรับ สิงคโปร์ยังวางระบบสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากจากงบปกติ โดยมีเกณฑ์ชัดเจนและมาตรฐานสูงก่อนจะดึงออกมาใช้ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำให้รัฐมีกระสุนจริงเมื่อวิกฤตมาถึง

งบปี 70 ของไทยต้องเปลี่ยนจาก Incremental Budgeting มาเป็น Zero-Based Budgeting ในมิติวิกฤต ทุกรายการต้องตอบได้ว่ามันแก้ปัญหาวิกฤตปัจจุบันอย่างไร สร้างขีดความสามารถระยะยาวอย่างไร และถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตอบไม่ได้ มันไม่ควรได้งบ

IMF ระบุในรายงาน Fiscal Monitor ปี 2568 ว่าถ้าประเทศกำลังพัฒนาใช้งบประมาณอย่างฉลาดกว่านี้ โดยปรับองค์ประกอบและเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถดัน GDP ระยะยาวเพิ่มได้ถึง 11% สำหรับไทย นั่นคือเงินมหาศาลที่สูญเปล่าไปทุกปีเพราะใช้งบแบบเดิม


3. อย่าเอางานปกติมาแต่งตัวเป็น “นโยบายวิกฤต”

 

นี่คือปัญหาที่ทำลายความน่าเชื่อถือมากที่สุด

เมื่อรัฐมนตรีออกมาแถลงว่า “เราจะเร่งรัดการออกใบอนุญาต” หรือ “เราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ในช่วงที่คนหาดใหญ่ยังไม่ฟื้นจากน้ำท่วม คนเชียงใหม่หายใจไม่ออก ราคาน้ำมันพุ่งเพราะสงครามในอ่าว และผู้ส่งออกทั้งประเทศกำลังลุ้นว่า Tariff จะขึ้นหรือลง มันส่งสัญญาณสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรก คือ รัฐบาลไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับประชาชน อย่างที่สอง คือ หน่วยงานรัฐยังทำงานตามปฏิทินประจำปีโดยไม่มีกลไกบังคับให้ปรับลำดับความสำคัญเมื่อบริบทเปลี่ยน

ดูสิ่งที่เวียดนามทำ เมื่อเผชิญภาษี 46% จากสหรัฐฯ เวียดนามไม่ได้ตอบโต้และไม่ได้นิ่งรอ แต่เลือกเดินหน้าแบบคำนวณมาอย่างดี กระทรวงการคลังออก Decree 73/2025/NĐ-CP ลดภาษีนำเข้าสินค้า 16 หมวดที่ส่งออกจากสหรัฐฯ เพื่อปรับสมดุลการค้า พร้อมส่งสัญญาณความร่วมมืออย่างชัดเจนก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะเพิ่มแรงกดดัน มันไม่ใช่งานประจำ มันคือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่รวดเร็วและตรงประเด็น

สิ่งที่ต้องทำ: จัดตั้ง ทีมการเมือง คนทำงานได้จริง ๆ มา (ไม่เอาคณะทำงานที่เต็มไปด้วยข้าราชการ) บริหารวิกฤตที่มีอำนาจจริงในการ “หยุด” โครงการที่ไม่ตอบโจทย์ชั่วคราว และ “เร่ง” โครงการที่ตอบโจทย์วิกฤต โดยไม่ต้องรอวงจรงบประมาณปกติที่ใช้เวลาเป็นปี


4. นวัตกรรมภาครัฐในภาวะวิกฤต ต้องไปให้พ้นแค่ดอกเบี้ยและการแจก

 

เครื่องมือแบบเดิมมีอยู่สามชุด คือ ลดดอกเบี้ย ใช้จ่ายของรัฐ และแจกเงิน ทั้งหมดมีขีดจำกัดชัดเจน และทั้งหมดไม่เพียงพอสำหรับวิกฤตที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น

 

สิงคโปร์: ลงทุนในอนาคต ไม่ใช่แค่แจกปัจจุบัน

 

งบประมาณ 2568 ของสิงคโปร์อัดฉีดเพิ่มอีก 3 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เข้ากองทุน National Productivity Fund เพื่อดึงการลงทุนเทคโนโลยีสูง พร้อมตั้งโรงงาน R&D เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ และเปิดตัว Private Credit Growth Fund มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายทางเลือกทางการเงินให้วิสาหกิจที่เติบโตสูงซึ่งปกติเข้าไม่ถึงตลาดทุนทั่วไป ที่น่าเรียนรู้ที่สุดคือ แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและวิกฤตพลังงาน สิงคโปร์ยังรักษาสมดุลทางการคลัง มุ่งเสริมสำรองและรอดูทิศทาง แทนที่จะใช้จ่ายเชิงกระตุ้นในแบบที่อาจสร้างปัญหาในภายหลัง

เทียบกับไทยที่ใช้ 140 ล้านบาทแจกตั๋วรถไฟฟ้าฟรีเพื่อแก้ PM2.5 แล้วนักวิชาการออกมาพูดตรงๆ ว่ามันไม่ได้ผล ช่องว่างระหว่างสองแนวคิดนี้ใหญ่มาก

Outcome-Based Contracting: รัฐบาลทั่วโลกกำลังเปลี่ยนสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้ผูกการจ่ายเงินกับผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ไม่ใช่กับกิจกรรมที่ทำ สำหรับไทย หมายความว่า หากจ้างบริษัทบำบัดฝุ่น จ่ายก็ต่อเมื่อค่า PM2.5 ลดจริง หากจ้างก่อสร้างระบบระบายน้ำ จ่ายก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ารับน้ำได้จริงตามสเปกที่ออกแบบมาสำหรับพายุแบบใหม่

ไทยยังติดอยู่กับการวัดผลว่า “เบิกจ่ายได้กี่เปอร์เซ็นต์” ซึ่งบอกแค่ว่าใช้เงินหมดหรือยัง ไม่ได้บอกว่าได้ผลลัพธ์อะไร


5. แผน 14 ของสภาพัฒน์: โอกาสที่ต้องไม่ทำแค่เอกสาร

 

สภาพัฒน์เพิ่งเผยแพร่โครงร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในเดือนมกราคม 2569 กำหนดใช้ในช่วงปี 2028–2032 มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่านเกษตรอัจฉริยะ บริการสุขภาพ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ฟังดูดี แต่คำถามคือ มันจะต่างจากแผน 13 ที่กำลังจะสิ้นสุดในปี 2027 อย่างไร ซึ่งสภาพัฒน์เองยอมรับว่า “แม้จะทุ่มงบประมาณและทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ยังคงจำกัด” เพราะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสถาบัน รวมถึงปัญหาคอร์รัปชันที่กัดกร่อนประสิทธิภาพภาครัฐ

ถ้าแผน 14 ออกมาแบบเดิม คือเอกสารหนาหลายร้อยหน้าเต็มไปด้วยยุทธศาสตร์กว้างๆ และตัวชี้วัดที่วัดยาก มันจะไม่ต่างจากแผนก่อนๆ ที่กลายเป็นแค่เอกสารประดับชั้นหนังสือ

 

รื้อและสร้างใหม่ด้วย 5 องค์กรสำคัญ

 

รัฐบาลควรเรียก สำนักงบประมาณ กรมสรรพากร สตง. สภาพัฒน์ และกรมบัญชีกลาง มานั่งร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อแถลงแผนของตัวเอง แต่เพื่อทะลวงโมเดลใหม่ทั้งระบบ โดยตั้งโจทย์ให้ชัด 3 ด้าน

ด้านการตั้งงบ: ทำไมระบบงบประมาณไทยยังออกแบบมาสำหรับโลกที่คาดเดาได้ ในยุคที่ PM2.5 อาจมาหนักขึ้นทุกปี น้ำท่วมอาจทำลายสถิติซ้ำ และสงครามในอ่าวเปอร์เซียสามารถพลิกราคาพลังงานในชั่วข้ามคืน จะออกแบบระบบที่งบไหลตามสถานการณ์ฉุกเฉินได้โดยยังมีความรับผิดชอบทางการคลังได้อย่างไร

ด้านการใช้งบ: ทำไมอัตราเบิกจ่ายยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ รัฐมนตรีที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติควรถูกวัดด้วยค่า PM2.5 เฉลี่ยและจำนวนประชาชนที่รับมือน้ำท่วมได้ทัน ไม่ใช่จำนวนโครงการที่ประกาศ

ด้านคอร์รัปชัน: ระบบจัดซื้อจัดจ้างโครงสร้างพื้นฐานน้ำและสิ่งแวดล้อมของไทยมีช่องโหว่ที่รู้กันอยู่ ระบบระบายน้ำที่สร้างแล้วรับน้ำได้ไม่ถึงสเปก คือสัญญาณที่ชัดที่สุด จะใช้เทคโนโลยีและการออกแบบระบบเพื่อปิดช่องโหว่โดยไม่ต้องพึ่งแค่ความซื่อสัตย์ส่วนบุคคล

ห้าปีข้างหน้าของแผน 14 ต้องไม่ใช่แค่ “แผน” แต่ต้องเป็น “สัญญา” ที่มีกลไกบังคับให้เกิดผลจริง


บทส่งท้าย

 

เวียดนามกำลังจะแซงไทยขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน และยังกินส่วนแบ่งด้านนักท่องเที่ยว บัณฑิต STEM และ FDI ไปจากไทยอีกด้วย

ยุคที่อาเซียนเติบโตได้อย่างเสรีด้วยโมเดลส่งออกกำลังสิ้นสุดลง ภาษีปี 2568 บังคับให้ต้องเลือกในสิ่งที่การโลกาภิวัตน์หลายทศวรรษเคยเลื่อนออกไปได้ ทั้งด้านการบูรณาการ ความเหลื่อมล้ำ และจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2569 เติมมิติใหม่เข้ามาอีกชั้น นั่นคือ ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารที่ไทยไม่เคยต้องคิดอย่างจริงจังในยุคสันติภาพของอ่าว

เพิ่ม PM2.5 กับน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปีเข้าไปด้วย แล้วเราจะเห็นภาพชัดว่า ไทยกำลังบริหารวิกฤตพร้อมกันอย่างน้อย 5 ด้าน โดยยังใช้โครงสร้างรัฐที่ออกแบบมาสำหรับโลกใบเก่า

ไทยมีทรัพยากร มีทำเล และมีเวลาพอสมควรถ้าเริ่มตอนนี้ แต่ถ้ารัฐบาลชุดที่เพิ่งได้รับฉันทามติจากประชาชนยังเลือกทำงานแบบเดิม แถลงสิ่งเดิม และวัดผลแบบเดิม ห้าปีข้างหน้าจะผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ประชาชนไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แค่ขอให้รัฐบาล “อ่านออกว่าตอนนี้คือตอนไหน” แล้วทำให้สมกับที่มันเป็น เพราะในปี 2569 ไทยไม่ต้องการรัฐบาลที่บริหารเก่ง แต่ต้องการรัฐบาลที่ กล้าเปลี่ยน ในเวลาที่โลกบังคับให้ต้องเปลี่ยน