ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าปัญหา "สังคมผู้สูงอายุ" เป็นปัญหาที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วแก้ไม่ได้ แม้ว่าจะมีการยืนยันว่าคน "แค่" มีลูกช้าลง ไม่ใช่จะไม่มีลูกกันเลย แต่ปัญหาคือ โครงสร้างเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมปัจจุบัน รวมถึงภาระหนี้สาธารณะ มันทำให้ยังไงรัฐก็ต้องจัดการให้มีคนในวัยทำงานไม่น้อยไปกว่าเดิม เพื่อให้ระบบทั้งหมดยังดำเนินไปได้
แน่นอน การขยายอายุเกษียณเป็นทางหนึ่งในการเพิ่มแรงงานในระบบ และลดภาระด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ แต่อีกด้าน ระบบก็ต้องการคนหนุ่มสาววัยทำงานแบบดั้งเดิมมาทำงานอยู่ดี
นี่เลยทำให้หลายๆ ชาติตะวันตกมองว่า ยังไงก็หลีกเลี่ยงการจ้างงานผู้อพยพไม่ได้ ไม่ว่าบรรดาพรรคฝ่ายขวาจะไม่ปลื้มแค่ไหน
ก็แน่นอนอีกว่า ภายใต้กฎหมายแรงงาน และอุดมการณ์ปัจจุบัน การจ้างงานผู้อพยพด้วยค่าแรงต่ำกว่าเป็นเรื่องผิดบาป และทั่วๆ ไปก็ไม่มีใครประกาศจ้างแรงงานผู้อพยพในค่าจ้างที่ต่ำกว่าคนในประเทศอย่างเปิดเผย
แต่ถ้าเป็นแบบนี้คำถามก็ยังมีอีกว่า ทำไมผู้อพยพถึงเป็นพลเมืองชั้นสอง? ทำไมโดยรวมถึงมีรายได้ที่ต่ำกว่าพลเมืองดั้งเดิมของประเทศ? หรือจริงๆ แล้วนายจ้างมีการกดค่าแรงผู้อพยพแบบลับๆ อย่างเป็นระบบ?
นักวิจัยจากหลายชาติ ได้ลงมาหาคำตอบร่วมกันโดยศึกษาความต่างของรายได้ของแรงงานท้องถิ่นและแรงงานอพยพในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป และได้ภาพที่น่าสนใจมาก โดยงานตีพิมพ์ลงวารสาร Nature ช่วงกรกฎาคม 2025
ภาพที่ได้คือ เอาจริงๆ แล้วถ้าดูภาพใหญ่จะเห็นเลยว่า แม้ว่าช่องว่างรายได้จะมีจริงระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้อพยพ แต่ตัวเลขมันน้อยมากถ้าเป็นงานในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า ในภาพใหญ่นายจ้างไม่ได้มีการกดค่าแรงกับแรงงานอพยพอย่างที่เข้าใจกัน แต่สิ่งที่สร้างช่องว่างรายได้ระหว่างคนท้องถิ่นและแรงงานอพยพจริงๆ คือ ลักษณะของงาน หรือพูดง่ายๆ เพราะผู้อพยพเข้ามาทำงานที่ต้องการทักษะต่ำที่คนท้องถิ่นไม่ทำกันเยอะ งานพวกนี้ค่าจ้างต่ำ ก็เลยทำให้รายได้เฉลี่ยของผู้อพยพเลยน้อย
มาถึงตรงนี้ เราอาจมองว่า มันเป็นเพราะผู้อพยพส่วนใหญ่ไร้การศึกษาและทักษะ เลยต้องทำงานพวกนี้
นี่ไม่เป็นความจริง เพราะผู้อพยพจำนวนไม่น้อย อพยพจากพื้นที่ที่มีความไม่สงบ ซึ่งในพื้นที่พวกนี้เอาจริงๆ มันต้องเป็นคนมีการศึกษาและทุนระดับหนึ่งถึงจะอพยพได้ และนั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วแรงงานมีทักษะจำนวนมากที่อพยพมาได้นั้น ทำงานที่ต่ำกว่าทักษะของตัวเอง และในเชิงทรัพยากร นั่นคือการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า
อะไรทำให้เกิดปัญหานี้? โดยทั่วไป ปัญหานี้เกิดเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วแรงงานมีทักษะในประเทศหนึ่งๆ จะมีระบบประกันคุณภาพผ่านระบบสมาคมวิชาชีพ ไปจนถึงระบบสอบใบอนุญาต ซึ่งถ้าผู้อพยพเข้ามา สิ่งเหล่านี้เข้าถึงยากมาก เช่น ถ้าผู้อพยพเป็นหมอ ต้องมีกระบวนการเทียบวุฒิการศึกษา และอาจมีการต้องเทียบใบอนุญาต ไปจนถึงการสอบใบอนุญาต ซึ่งผู้อพยพที่อพยพมาอย่างเร่งรีบ จะแทบเข้าถึงกระบวนการแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะลำพังแค่เรียนภาษาและปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ก็เหนื่อยแล้ว และนี่เราเลยอาจทำให้คนเป็นทนาย วิศวกร สถาปนิก หรือกระทั่งหมอ ต้องทำอาชีพที่รายได้ต่ำ เมื่อกลายเป็นผู้อพยพ
ทางแก้ทั่วๆ ไปก็คือ การสร้างระบบคัดกรองเพื่ออำนวยความสะดวกผู้อพยพที่เป็นแรงงานมีทักษะ ที่จะสามารถทำให้พวกเค้าเทียบทักษะวิชาชีพในประเทศปลายทางได้ รวมถึงการทำการฝึกฝนเพื่อประยุกต์ทักษะที่มีให้เข้ากับมาตรฐานวิชาชีพในประเทศปลายทางด้วย เช่น ในกรณีของนักกฎหมาย กฎหมายในประเทศต้นทางกับในประเทศปลายทางกฎหมายมันคนละชุดกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทักษะทางกฎหมายที่มีมาของนักกฎหมายมันจะเป็นศูนย์ ทักษะวิชาชีพหลายๆ อย่างมันประยุกต์ได้
เช่นเดียวกันกับพวกสถาปนิก อาจไม่ถึงกับต้องไปเรียนใหม่ แต่อาจต้องศึกษากฎหมายอาคารที่ต่างออกไป พวกวิศวกรก็เช่นกัน ต้องศึกษากฎหมายและมาตรฐานอาชีพที่เปลี่ยนไป ก่อนทำงาน แต่ถ้าผ่านการ "อัปเกรด" ที่ว่าแล้ว แรงงานเหล่านี้ก็จะทำงานได้เหมือนแรงงานท้องถิ่น อาจต้องมีวิธีการบางแบบในการเสริมทักษะให้ผู้อพยพทำงานแบบ "ตรงสาย" ได้ ซึ่งนี่จะตอบโจทย์ด้านแรงงานที่ขาดแคลนและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขาดหายไปพร้อมกัน
แน่นอน การอธิบายแบบนี้เป็นการมองข้ามมิติชาติพันธุ์ เพราะจริงๆ ถ้าดูในรายละเอียด เราก็จะเห็นจริงๆ ว่าช่องว่างรายได้ของคนอพยพจากทวีปแอฟริกากับคนท้องถิ่นนั้น กว้างกว่าช่องว่างรายได้ของคนจากประเทศประเทศพัฒนาแล้วกับคนท้องถิ่น หรือพูดง่ายๆ คนดำต่างชาติ ไปทำงานในประเทศของคนขาว ก็มักจะมีรายได้น้อยกว่าคนขาว และคนขาวนั้นไม่ว่าจะมาจากที่ไหน ก็มักจะมีรายได้ใกล้เคียงกัน
แต่งานวิจัยก็ชี้ว่า ถ้าเป็นผู้อพยพรุ่น 2 หรือรุ่นลูกของผู้อพยพรุ่นแรกที่มาโตที่ประเทศปลายทาง "ช่องว่างรายได้" พวกนี้จะลดลงแทบหมดเกลี้ยงเลย ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างรายได้ในการทำงานเดียวกัน หรือช่องว่างรายได้ในภาพรวม
นี่หมายความว่าปัญหา "ช่องว่างรายได้" ในมิติชาติพันธุ์จะเป็นปัญหาที่ "แก้โดยตัวมันเองได้" เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นปัญหาจะหายไปไม่ว่าชาติพันธุ์ใด ถ้าเป็นพลเมืองแต่กำเนิด รายได้มันก็จะแทบไม่ต่างจากพลเมืองที่อยู่มาก่อนหลายชั่วคน ดังนั้น เราก็อาจไม่ต้องจริงจังกับปัญหาพวกเชื้อชาติเท่าไร เพราะ "เวลา" มันช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้
แต่ที่เราต้องแก้ในปัจจุบัน คือ ต้องไปเน้นการดึงศักยภาพของแรงงานรุ่นแรกที่ถูกใช้น้อยเกินไปในบริบททุกวันนี้ ซึ่งสถานการณ์แต่ละประเทศก็น่าจะต่างกันไป เพราะความต้องการแรงงานก็ต่างกัน และ "ปัญหาเฉพาะ" ที่ทำให้แรงงานไม่ได้ทำงานตามระดับทักษะของตัวเองก็น่าจะแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
Immigrants in Europe and North America earn 18% less than natives – here’s why
Immigrant–native pay gap driven by lack of access to high-paying jobs