Skip to main content

 

การ “เกษียณอายุ” ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของชีวิต และสำหรับคนวัยเกษียณจำนวนมาก การหยุดจากงานที่เคยทำมาหลายสิบปี หมายถึง การสูญเสียกิจวัตร ความสัมพันธ์กับผู้คน รวมถึงสูญเสียตัวตนที่หล่อหลอมขึ้นจากงานที่ทำ จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย ใจ และอารมณ์

มีการศึกษาในประเทศสิงคโปร์ใน โครงการคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดย สถาบันสุขภาพจิต พบว่า ผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.7 ในปี 2013 เป็นร้อยละ 4.4 ในปี 2023 สาเหตุเกิดจากการที่ผู้สูงอายุแยกตัวออกจากสังคมหลังเกษียณ และการมีเครือข่ายทางสังคมที่เล็กลง เป็นปัจจัยที่ทำให้สุขภาพจิตของผู้สูงอายุย่ำแย่ลง

ขณะที่ ผลการศึกษาของ AIA บริษัทประกันรายใหญ่ที่จัดทำในปี 2025 พบว่า ชาวสิงคโปร์ 1 ใน 2 คนวางแผนที่จะทำงานต่อหลังเกษียณ โดยมากกว่าร้อยละ 70 ระบุว่า ไม่ใช่เหตุผลเรื่องการเงิน แต่เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหลังเกษียณ และต้องการลองทำสิ่งใหม่ๆ

รองศาสตราจารย์อึ้ง ชงจิน หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาล Khoo Teck Puat บอกว่า สิ่งที่ช่วยปกป้องผู้สูงอายุจากภาวะเสื่อมถอยของสุขภาพจิตได้ ไม่ใช่การมีงานทำ แต่คือการมีเป้าหมายในชีวิต เขาบอกว่า งานทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย ได้พบปะผู้คน ได้รับการกระตุ้นทางสติปัญญา และทำให้เรามีอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่การกลับไปทำงานจะช่วยได้ ก็ต่อเมื่องานนั้นมีความหมาย ตรงกับความสนใจ ความสามารถ และสุขภาพของแต่ละคน

รองศาสตราจารย์อึ้ง ยกตัวอย่างเป้าหมายชีวิตของผู้สูงวัย เช่น การทำงานอาสาสมัคร การดูแลหลาน การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน หรือการทำงานอดิเรกใหม่ๆ

ดร. แอนเดรีย ตัน แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปของ คลินิก Hua Mei บอกว่า เมื่อคนวัยเกษียณไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านตลอดทั้งวัน สุขภาพกายและสุขภาพจิตของพวกเขาจะถดถอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับ โล หยานซู หัวหน้าฝ่ายให้คำปรึกษา มูลนิธิ Tsao องค์กรไม่แสวงกำไรซึ่งทำงานเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุในสิงคโปร์ บอกว่า ผู้สูงอายุชายในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ “ช่องว่างทางอัตลักษณ์” ที่เกิดขึ้น เมื่อบทบาทเดิมของพวกเขา คือ การเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวหายไปหลังจากเกษียณ

รองศาสตราจารย์อึ้งบอกว่า คนส่วนใหญ่ที่วางแผนสำหรับการเกษียณ มักมุ่งไปที่เรื่องการเงินและสุขภาพกาย แต่มักละเลยเรื่องของสุขภาวะทางสังคม ซึ่งผลสำรวจของ AIA พบว่า มีชาวสิงคโปร์เพียง 2 ใน 5 คน ที่คิดถึงเรื่องสุขภาวะทางสังคมในวัยเกษียณ และเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้

โล หยานซู บอกว่า หนึ่งในความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดที่ผู้คนทำ คือ การปล่อยให้ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดของตัวเองหมุนรอบการทำงาน

“ถ้าไม่มีงานอีกต่อไป แล้วเมื่อคุณเกษียณจะเกิดอะไรขึ้น?” เธอระบุ

หยานซู บอกว่า โดยวัฒนธรรมของชาวตะวันออก คนมักไม่เล่าปัญหาส่วนตัวกับผู้อื่น ทำให้ผู้สูงอายุสิงคโปร์ต้องรับมือกับความเหงาหรือความรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงลำพัง คนวัยเกษียณจำนวนมากที่เก็บกดความรู้สึกเหล่านี้ไว้ นานวันเข้าจึงนำไปสู่วิธีรับมือที่ไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจ เช่น การถอนตัวออกจากครอบครัวและเพื่อนฝูง หรือบางคนมีอาการทางกายเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่พบสาเหตุทางการแพทย์ที่ชัดเจน บางคนเริ่มหงุดหงิดง่ายและชอบวิพากษ์วิจารณ์คนใกล้ตัวมากขึ้น ขณะที่บางคนใช้เวลามากเกินไปกับการนอน ดูโทรทัศน์ และไถหน้าจอโทรศัพท์

เธอบอกว่า พฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจเหล่านี้ เป็นกลไกการเอาตัวรอด มากกว่าจะเป็นทางเลือกที่คนวัยเกษียณตั้งใจเลือกเอง

รองศาสตราจารย์อึ้ง แนะนำว่า มีวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในวัยเกษียณ โดยเสนอให้คิดถึง “3 P” คือ

- Purpose การคิดถึงเป้าหมายบางอย่างที่มีความหมาย ที่ทำให้อยากตื่นนอนขึ้นมาในแต่ละวัน
- People การติดต่อกับผู้คน และรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่เข้มแข็งเอาไว้
- Physical activity การมีกิจกรรมทางกาย การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

เขาบอกว่า หากเสาหลักทั้ง 3 นี้มีครบ การเกษียณ ก็สามารถเป็นเป็นรางวัล และมอบความพึงพอใจให้กับเราได้มากที่สุด

ขณะที่หยานซู สนับสนุนให้ผู้ที่ใกล้วัยเกษียณ เริ่มสร้างมิตรภาพนอกสถานที่ทำงานตั้งแต่ก่อนที่จะหยุดทำงาน และให้เวลากับตัวเองในการปรับตัว เนื่องจากการเกษียณเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของชีวิต ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างจังหวะชีวิตแบบใหม่ขึ้นมา และหากความรู้สึกเหงา วิตกกังวล หรือการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต ก็ควรขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ


ที่มา
Retirement planning isn't just about savings. It's about what you'll do on Monday morning