บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี จัดเสวนาหัวข้อ “SME Next Move: ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” โดยเชิญตัวแทนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทย มาร่วมเวทีช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
วรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจ SME อยู่ราว 3.2 ล้านราย แบ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 เป็น Micro SME หรือ MSME
วรพจน์กล่าวว่า ปัจจุบันของ SME ไทย กำลังเผชิญสถานการณ์ 3 เรื่อง เรื่องแรก จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร โดยคนวัยทำงานลดน้อยลง และประชากรเริ่มลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่อัตราการเกิดเริ่มน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต
เรื่องที่สอง ความสามารถด้านการผลิตที่ลดลงในระดับที่น่าเป็นห่วง และเริ่มไม่คุ้มกับเงินทุนและแรงงานที่ลงทุนไป โดยวรพจน์ชี้ว่า ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า ความสามารถในการผลิตของไทยลดลงถึงร้อยละ 2.5 ต่อปี
เรื่องที่สาม ไทยยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจแบบเดิมในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่มีสินค้าหรือบริการชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย มีเพียงการผลิตสินค้าที่ซ้ำๆ กันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

วรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
วรพจน์มองว่า ถ้าประเทศไทยไม่มุ่งไปในทิศทางด้านเทคโนโลยี ก็ยังมีจุดแข็งที่มีเสน่ห์ในเรื่องอื่นๆ อีกมากที่มีศักยภาพพัฒนาต่อได้ เพียงแต่ที่ผ่านมา ยังไม่ยอมเดินหน้าไปให้สุดทาง เช่น เรื่องเครื่องหอมต่างๆ
ส่วนปัญหาอื่นๆ ของ SME ไทย คือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และการไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งสาเหตุการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เกิดจากไม่มีการทำระบบบัญชี หรือไม่เข้าระบบภาษี ประการต่อมา SME รายย่อยมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงสูงต่อการปิดตัว ประการสุดท้าย เป็นเรื่องความยุ่งยากของระบบราชการไทย ทำให้มีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนต่างๆ ที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน
ส่วนปัญหาใหญ่ของ SME ไทยปีนี้ คือ ทำธุรกิจยากมาก เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้น ภารกิจของ สสว.คือ การทำให้ SME อยู่รอดได้ แม้สิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดคือ เงินทุน แต่ สสว.มองว่า การลดต้นทุน อาจสำคัญกว่าเรื่องเงินทุน
สิ่งที่ สสว.พยายามทำ คือ การให้ความรู้กับ SME โดยสร้างระบบ E-learning ให้ผู้ประกอบการเรียนฟรี และจัดที่ปรึกษาและโค้ชเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ รวมถึงการช่วยลดความเสี่ยงให้กับ SME
วรพจน์ระบุว่า สสว.ยังมีมาตรการช่วยลดต้นทุนให้กับ SME เช่น ช่วยสนับสนุนการเงินค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมการขออนุญาตต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การอาหารและยา (อย.) โดยช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง และในกรณีที่ SME มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารธุรกิจ สสว.จะช่วยแบ่งเบาเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านั้นโดยออกให้ครึ่งหนึ่งเช่นกัน รวมถึงการช่วยประสานและส่งต่อในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ทราบว่า ต้องติดต่อหน่วยงานใด
นอกจากนี้ สสว.ยังจัดทำแฟลตฟอร์มต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก เช่น SMEONE ในการให้ข้อมูลต่างๆ, E-learning ที่เชิญผู้รู้ต่างๆ มาให้ความรู้ในคลาสออนไลน์, SME coach ในการรวมผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาช่วยให้คำปรึกษา และแอป SME connext ที่รวบเอาข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ให้กับ SME
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่าSME ขนาดเล็กมียอดขายที่ปีละ 1.8-30 ล้านบาทต่อปี ขนาดกลาง ยอดขายปีละราว 100 ล้านบาท ส่วนไมโคร SME ยอดขายต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีอยู่ราว 15,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของบริษัทจดทะเบียน แต่สร้างจีดีพีให้ประเทศได้ถึงร้อยละ 65
MSME หรือ Micro SME มีการจ้างงานเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของการจ้างงานทั้งหมด แต่การช่วยเหลือ SME ในนิยามของกระทรวงอุตสาหกรรม ยังจำกัดการช่วยเหลือแค่ภาคการผลิต ซึ่งสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20 ของผู้ประการทั้งประเทศ
ดร.ณพพงศ์ บอกว่า การที่ MSME ส่วนใหญ่ไม่มีการทำงบการเงิน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ และต้องหันไปพึ่งเงินกู้ดอกเบี้ยสูง อัตราร้อยละ 20-30 ต่อเดือน ทำให้กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำต้องวิ่งวุ่นไปกับการหาเงินตลอดทั้งปีเพื่อมาใช้หนี้ จนไม่มีเวลาในการปรับตัวเพื่อขยายธุรกิจหรือสร้างการเติบโต
ดร.ณพพงศ์ บอกว่า สมาพันธ์ SME ไทย ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล จนกระทั่งได้ร่วมเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. โดยนำเสนอมาตรการช่วยเหลือ SME ไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์
มาตรการระยะสั้น เรื่องแรก คือ การผลักดันนโยบายคนละครึ่ง เพื่อส่งเม็ดเงินไปให้ถึง MSME เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่ไม่เกิดความเสี่ยง ด้วยการเติมเงินลงไปที่ฐานรากของเศรษฐกิจ
มาตรการระยะสั้นเรื่องที่สอง มีการพูดคุยกับหลายกระทรวง เพื่อส่งเม็ดเงินลงไปที่ MSME ซึ่งพบว่า กองทุนต่างๆ ที่ให้การช่วยเหลือ MSME ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีหนี้เสียรวมร้อยละ 30 ซึ่ง ดร.ณพพงศ์ มองว่า สามารถทำได้ดีแล้ว โดยหน้าที่ของกองทุนช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ใช่เน้นไปที่การเติบโตของกองทุน แต่เน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก และยังต้องสร้างกลไกเพื่อนำเงินลงไปช่วยเหลือ MSME มากขึ้น
มาตรการระยะสั้นเรื่องที่สาม เสนอให้รัฐกระจายเม็ดเงินไปทั่วประเทศ โดยจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน กรอ.ระดับจังหวัด เช่น จัดงานแฟร์ต่างๆ รวมถึงการช่วย reskill-upskill ให้กับ MSME ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการรายย่อมเหล่านี้ เป็นอย่างมาก

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
ส่วนมาตรการระยะกลาง ดร.ณพพงศ์ บอกว่า ได้มีการเสนอให้มีการทำ ESME-GP เพื่อสร้างตลาดและโอกาสทางธุรกิจ โดยสนับสนุนให้ภาครัฐและบริษัทขนาดใหญ่ซื้อสินค้าจาก SME ซึ่งหากหน่วยงานรัฐและบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำได้ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อจำนวนมหาศาลภายในประเทศ
มาตรการระยะกลางต่อมา คือ การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของ SME ให้ต่ำลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับธุรกิจใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจต่างชาติได้ เพื่อช่วยให้ SME ระดับฐานรากที่มีอยู่ถึงร้อยละ 85 สามารถอยู่รอด
มาตรการต่อมา สมาพันธ์ SME เสนอให้มีการพักชำระหนี้ให้กับธุรกิจขนาดเล็กและไมโคร เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเติมกำลังซื้อกลับเข้าระบบ และทำมาตรการส่งเสริมการค้าการลงทุน เพื่อส่งเสริมธุรกิจของคนเล็กคนน้อยในประเทศ
สำหรับมาตรการระยะยาว ดร.ณพพงศ์กล่าวว่า สมาพันธ์ SME เสนอให้มีการส่งเสริมให้เกิด new S-curve โดยการลงทุนกับแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 50 จังหวัดๆ ละ 200 ล้านบาท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
มาตรการระยะยาวต่อมา สมาพันธ์ SME เสนอให้มีการทำเมกะโปรเจคท์ โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ เช่น รถไฟความเร็วสูง เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า รวมถึงการทำโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอและไอที และพัฒนาระบบป้องกันประเทศ และระบบ cyber security

เนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุดสายงานบริหารร้านค้าสมาชิก เคทีซี
ทางด้าน เนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุดสายงานบริหารร้านค้าสมาชิก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เล่าว่า หลังโควิดเป็นต้นมา พฤติกรรมการจับจ่ายของคนไทยเปลี่ยนไป โดยใช้จ่ายซื้อสิ่งของต่างๆ ด้วยเงินสดน้อยลงมาก ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า คนไทยใช้จ่ายผ่านระบบ digital payment เช่น mobile banking การสแกนจ่าย การโอนเงินผ่านแอป รวมทั้ง E-wallet เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2569 มีการใช้จ่ายผ่าน digital payment ถึง 476 ครั้งต่อคนต่อปี
เนาวรัตน์ เสนอว่า ร้านค้าต่างๆ ควรเปิดรับการชำระเงินในรูปแบบใหม่ในหลากหลายช่องทางมากขึ้น โดยเฉพาะกับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นโอกาสในการปิดการขาย และเป็นโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโต ซึ่งหากร้านค้าไม่อำนวยความสะดวกเรื่องช่องทางการจ่ายเงิน ก็จะทำให้สูญเสียรายได้ในส่วนที่ควรจะได้รับนั้นไป
เนาวรัตน์ กล่าวว่า เคทีซี อยากเป็นพาร์ทเนอร์กับ SME ของไทย ในการช่วยดูแลการชำระเงินให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าทั้งชาวไทยและลูกค้าต่างชาติ โดยขณะนี้ มีแอปที่รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่ร้านค้าขนาดเล็กสามารถนำไปใช้ได้