แอนเจลา จอยส์ นักสื่อสารประเด็นมนุษยธรรม เขียนบทความลงในเว็บไซต์ โกลบอลวอยส์ ระบุว่า เด็กจำนวนมากทั่วโลก กำลังเผชิญ “ความบอบช้ำทางจิตใจ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสงคราม และความบอบช้ำนี้จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่จะกำหนดทิศทางของสังคมไปอีกหลายทศวรรษ
แอนเจลาระบุว่า “ความบอบช้ำทางจิตใจ” เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดของเด็กในพื้นที่สงคราม ซึ่งจะฝากบาดแผลที่มองไม่เห็นไว้ในจิตใจของพวกเขาที่อาจคงอยู่ไปตลอดชีวิต
ปัจจุบันเด็กในหลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง และได้รับผลกระทบร้ายแรงโดยตรงจากสงครามทั้งในยูเครน ที่ทำให้เด็กหลายพันคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และอีกจำนวนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
มีรายงานระบุว่า สงครามล่าสุดในอิหร่าน การโจมตีกาซา และเลบานอน ส่งผลให้เด็กจำนวนหลายร้อยคนถูกสังหาร หรือบาดเจ็บจากการทิ้งระเบิด ขณะที่มีการโจมตีโรงเรียน และที่อยู่อาศัยของพลเรือน
ในซูดาน ความขัดแย้งทำให้เด็กหลายล้านคนต้องพลัดจากถิ่นที่อยู่ เด็กจำนวนมากขาดอาหาร ไม่ได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพ และไร้ซึ่งที่พักพิงที่ปลอดภัย
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นว่า ความบอบช้ำทางจิตใจจากสงครามควรได้รับการยอมรับ และถูกจัดการในฐานะวิกฤตด้านสาธารณสุขระดับโลก แต่น่าเสียดายที่ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานทางด้านเด็กระบุว่า การทำความเข้าใจและจัดการกับความบอบช้ำนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้เด็กจากพื้นที่สงครามได้รับการเยียวยาและสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่
ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับเด็ก บอกว่า เด็กมีความสามารถในการฟื้นตัว และมีปัจจัยบางอย่างที่ช่วยลดผลกระทบของความบอบช้ำ สิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การมีผู้ดูแลที่สม่ำเสมอ คอยอยู่เคียงข้าง ให้การสนับสนุน และทำให้พวกเขารู้สึกสงบ ปลอดภัย แต่ทว่า ความสามารถในการฟื้นตัวของเด็กที่ผ่านความบอบช้ำมานั้น ไม่ได้หมายถึง การกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนการเผชิญความโหดร้ายจากสงคราม
คนรุ่นที่เติบโตท่ามกลางสงครามไม่จำเป็นต้องเป็น “คนรุ่นที่สูญหาย” เสมอไป เด็กเหล่านั้นสามารถเติบโตเป็นผู้นำ นักนวัตกรรม และผู้ผลักดันให้เกิดโลกที่สงบสุขมากขึ้นได้ หากได้รับการสนับสนุนให้รู้สึกว่ามีความปลอดภัย มีความมั่นคง และมีความหวัง
แอนเจลาชี้ว่า ความรับผิดชอบนี้ ไม่ได้เป็นหน้าที่เฉพาะแต่กับรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังหมายถึงครู ผู้ที่ทำงานด้านมนุษยธรรม ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไปในการช่วยสนับสนุนด้านการศึกษา การดูแลด้านจิตใจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงให้กับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รวมถึงการผลักดันนโยบายที่คุ้มครองพลเรือน และการติดตามสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง
“ต้นทุนที่แท้จริงของความขัดแย้ง ไม่ได้วัดเพียงจากอาคารที่ถูกทำลายหรือดินแดนที่สูญเสียไป แต่ถูกวัดจากวัยเด็กที่ถูกหล่อหลอมด้วยความรุนแรง และจากความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคนมีในการปกป้องคนรุ่นที่เติบโตอยู่ใต้เงาของสงคราม” แอนเจลา ระบุ
ที่มา
The next global health crisis is already here: Childhood trauma from war